ธนาธรคุยประชาธิปไตยที่ฮ่องกง เตือนอย่าให้อยู่ในสภาพเดียวกับประเทศไทย

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 10:47 น.

ธนาธรคุยประชาธิปไตยที่ฮ่องกง เตือนอย่าให้อยู่ในสภาพเดียวกับประเทศไทย

ในระหว่างร่วมการสัมนา Open Future Festival ที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ขึ้นเวทีพร้อมกับ Tim Wilson สมาชิกสภาพผู้แทนราษฎรของออสเตรเลีย (ซึ่งทั้ง 2 คน ได้ถ่ายภาพร่วมกับโจชัว หว่องในงานนี้ด้วย)

ระหว่างการสัมมนา พิธีกรได้ซักถามว่าทำไมนายธนาธรจึงเข้ามาทำงานการเมืองและยังหวังว่าพรรคอนาคตใหม่จะประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าหมายหรือไม่ นายธนาธรได้ตอบว่า "ในการที่จะโค่นล้มระบอบทหารคุณจะต้องมีความเคลื่อนไหวทั้งนอกสภาและในสภา ผมคิดว่าจะต้องไปด้วยกัน ไม่มีทางอื่นที่คุณจะสร้างพลังผลักดัน คือพลังภายในและพลังภายนอก"

ในส่วนของวิกฤตการเมืองไทย นายธนาธรตอบว่า "ขบวนการเสื้อเหลืองคือวิกฤตการที่ถูกสร้างขึ้นมา ถ้าคุณมองวิกฤตการการเมืองในประเทศไทย การรัฐประหารทำให้เราแตกแยก ทำให้เรามีความเห็นตรงข้ามทางการเมือง เพื่อที่จะใช้หลักการแบ่งแยกและปกครองประชาชน (devide and conquer) และก็สำคัญด้วยเพราะมีความขัดแย้งระหว่างประชาชน เพื่อที่พวกเขา (ทหาร) จะให้คนเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือปัญหา เผด็จการคือทางออก ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เกิดภาพลักษณ์แบบนั้น เขาอยากให้ประชาชนได้เห็นแบบนั้น และคนที่ได้ประโยชน์ คนที่เปลี่ยนสถานการณ์ให้เป็นทุนจากวิกฤตครั้งนี้ก็คือนายทุนใหญ่ ครอบครัวที่มีอิทธิพลไม่กี่ครอบครัว บุคคลที่มีความใกล้ชิดกับการทำรัฐประหารนี่คือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้"

นายธนาธรยังเอ่ยถึงสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นปัญหารากเหง้าของไทยว่า "ในปี 2018 Credit Suise ธนาคารแห่งหนึ่ง ปล่อยรายงานว่าด้วยช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน และประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่แย่ที่สุดในโลก คนรวย1% ครอบครองความมั่งคั่งของทั้งประเทศราว 67% แย่ที่สุดในโลก และแย่ลงมานับตั้งแต่ปี 2016 รายงานเดียวกันระบุว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ตามหลังอินเดียและรัสเซีย และเมื่อถึงปี 2018 เราแย่ที่สุด ผมจึงคิดว่ามีความเชื่อมโยงใกล้ชิดระหว่างความไม่เท่าเทียมกันกับการปกครองของคณะรัฐประหาร สิ่งที่เราพยายามทำก็คือ เฮ้ ดูสิ การแตกแยกของประชาชน ระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ความแตกแยกนี้ไม่ถูกต้อง ความแตกแยกที่แท้จริงคือความแตกแยกแนวราบ (คือ) ประชาชนทั้งหมดและคณะรัฐประหาร นี่คือภาพใหม่ที่เราต้องการจะทำให้เห็น"

ต่อข้อซักถามว่าการฟื้นประชาธิปไตยในประเทศทำให้รู้สึกกดดันหรือไม่ นายธนาธรตอบว่า "ผมอยากบอกให้ทราบว่า estblishmet เอ่อ คณะรัฐประหารกลัวการมีอยู่ของเรา คนที่เลือกพรรคเราเป็นคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เขาทำคือสกัดผมไม่ให้เขาไปในสภา แม้ว่าผมจะได้รับเลือกจากประชาชนก็ตาม ในส่วนของคำถาม ผมคิดว่าผมมีหวัง ประเทศไทยเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่สุดของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนถูกเมินเฉย"

นายธนาธรกล่าวต่อไปว่า "ในทศวรรษที่ 1990 ประเทศไทยเคยมีประชาธิปไตยที่รุ่งเรือง เราเคยเป็นตัวอย่างให้ประชาชน 200 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคแผ่นดินใหญ่ ในพม่า ในลาว ในกัมพูชา ในเวียดนาม ผู้คนหลายร้อยล้านคนยังมีชีวิตอยู่ใต้ระบอบอำนาจนิยม เราจึงเชื่อว่า ประเทศไทยที่มีประชาธิปไตยจะมีคุณูปการต่อภูมิภาคนี้มากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้น หากคุณไม่ลุกขึ้นสู้ และไม่ปกป้องประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน ผมคิดว่านี่คือความผิดพลาด และต้นทุนของมันสูงมาก เราอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองมา 13 ปีแล้ว 13 ปีแล้ว! ดังนั้นต้นทุนมันสูงมาก ผมอยากจะขอร้องทุกท่าน ทุกคน คุณจำเป็นต้องปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ตาม มันเป็นเรื่องของเราทุกคน เราต้องปกป้องประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นคุณก็อาจอยู่ในสภาพเดียวกับประเทศไทย"

นายธนาธรยังเอ่ยถึงฮ่องกง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานสัมมนาว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านเป็นแรงบันดาลใจให้เราด้วย เราย้อนกลับไปในปี 2018 ตอนที่เรากำลังตัดสินใจจะตั้งพรรค ตอนั้นมี 2 ทางเลือก คือจะเป็นขบวนการ หรือควรจะเป็นพรรคการเมือง มีการถกเถียงกันใหญ่ในหมู่สมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคว่าควรจะจัดการให้เป็นขบวนการทางการเมืองหรือพรรคการเมือง และเราสรุปที่พรรคการเมือง เพราะบาดแผลจากการกวาดล้างเมื่อปี 2010 ยังคงไม่ประสาน การกวาดล้างโดยทหารเมื่อปี 2010 มีคนถูกยิงตายมากกว่า 100 คน บาดเจ็บอีกกว่า 1,000 คน เพราะการกวาดล้าง เราจึงตระหนักว่า พวกนั้นจะทำทุกอยางที่ทำได้เพื่อรักษาอำนาจตัวเอง เราจึงคิดว่าบางทีสาธารณชนอาจยังไม่พร้อมกับความเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้ง ความกลัวยังอยู่ในหัวใจของประชาชน ดังนั้นจึงมีทางเลือกเดียวเหลือคือพรรคการเมือง ผมจึงคิดว่าฮ่องกงเป็นแรงบันดาลใจให้เรา"

ข่าวอื่นๆ