คะแนนน้อยกว่าดันชนะ นับคะแนนเลือกผู้นำสหรัฐยอกย้อนยิ่งกว่าไทย
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2016 มีกรณีที่คล้ายกับที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทย
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2016 มีกรณีที่คล้ายกับที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทย
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศว่าพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนมหาชนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ 8.4 ล้านเสียง ส่วนพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงมหาชน 7.9 ล้านเสียง
เมื่อนับผลจากเขตเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยได้ที่นั่ง 137 ไม่มีปาร์ตี้ลิสต์ ส่วนพรรคพลังประชารัฐได้ 97 รวมปาร์ตี้ลิสต์เป็น 118 ที่นั่ง
ปัญหาก็คือ พรรคหนึ่งอ้างความชอบธรรมจากคะแนนมหาชน อีกพรรคหนึ่งอ้างว่าต้องใช้จำนวน สส. เขต เป็นหลัก
สิ่งที่เกิดขึ้นกับพลังประชารัฐและเพื่อไทย คล้ายกับกรณีของโดนัลด์ ทรัมป์กับฮิลลารี คลินตันในลักษณะสวนทางกัน โดยทรัมป์ได้คะแนนเสียงมหาชน 62 ล้านเสียง ส่วนฮิลลารีได้ไปถึง 65 ล้านเสียง แต่ทรัมป์กลับคว้าตำแหน่งผู้นำประเทศไปครอง จนเกิดความกังขาว่าระบบการเลือกตั้งไม่เป็นธรรมต่อเสียงของประชาชนส่วนใหญ่
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะสหรัฐนับผู้ชนะจากผู้แทนเขต (Electoral vote) ไม่ใช่คะแนนเสียงมหาชน (Popular vote) ส่วนในไทย พรรคพลังประชารัฐพยายามที่จะใช้คะแนนเสียงมหาชน ในการสร้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล
การที่สหรัฐใช้ระบบเลือกตั้งที่นับผู้ชนะจากที่นั่งในสภา ก็เพื่อให้รัฐเล็กๆ ตามเขตกสิกรรมมีโอกาสเท่ากับรัฐใหญ่ที่มีประชากรมาก และไม่ให้คะแนนเสียงในเมืองมีอิทธิพลเหนือพื้นที่ชนบท เนื่องจากในเขตเมืองมีประชากรมากกว่าเขตชนบท จึงต้องใช้การแบ่งเขตผู้แทนในอัตราส่วนเท่าๆ กัน เพื่อสร้างความสมดุลในระบบออกเสียงเลือกตั้ง โดยแต่ละรัฐจะมีวุฒิสมาชิก 2 คนเท่ากันหมดไม่ว่ารัฐใหญ่หรือเล็ก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบ่งสัดส่วนตามจำนวนประชากรในรัฐนั้นๆ แต่จำนวนขั้นต่ำของผู้แทนเขตคือ 3 คน
อย่างไรก็ตาม พรรครีพับลิกันของทรัมป์มีแนวโน้มที่จะได้คะแนนจากคนชนบทอยู่เสมอ ส่วนพรรเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะได้การสนับสนุนจากคนในเมือง ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าตัวแทนเดโมแครตจะได้คะแนนเสียงมหาชนมากกว่าเพราะยึดกุมเขตเมืองไว้ได้ แต่กลับแพ้เพราะไม่สามารถกุมเขตเลือกตั้งส่วนใหญ่ที่อยู่นอกเขตเมือง
ตัวอย่างคือกรณีของฮิลลารี ซึ่งก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งจริงบรรดาโพลต่างๆ ยกให้มีคะแนนนิยมนำลิ่ว ทำให้สื่อและนักวิเคราะห์การเมืองเชื่อว่าฮิลลารีจะนอนมา ส่วนทรัมป์ยากที่จะพลิกชนะในช่วงโค้งสุดท้าย แต่ทั้งฮิลลารีและนักวิเคราะห์ไม่ได้ตระหนักว่า โพลก็เป็นภาพสะท้อนของการนับคะแนนมหาชน ไม่ใช่การนับผู้ชนะการเลือกตั้งแบบเขตหรือที่นั่งในสภา เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาฮิลลารีได้คะแนนมหาชนสูงตามคาดและตรงกับโพล แต่เป็นคะแนนที่ใช้การไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งสหรัฐจึงเป็นสนามที่ผู้ที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดกลับแพ้ เพราะระบบออกแบบมาอย่างนั้น โดยอ้างว่าเพื่อให้ความเป็นธรรมกับรัฐเล็กรัฐน้อย
ขณะที่การเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้ มีการออกแบบให้ผู้กุมคะแนนมหาชนได้เปรียบกว่าผู้กุมเขตเลือกตั้งและที่นั่งในสภา เพื่อไม่ใช้พรรคการเมืองพรรคเดียวกุมสภาโดยเบ็ดเสร็จ และยังออกแบบให้พรรคที่ได้ผู้แทนเขตสูงกว่าที่กำหนดไว้ จะไม่ได้โควต้าปาร์ตี้ลิสต์ไปโดยปริยาย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพรรคเพื่อไทยจึงไม่มีสมาชิกปาร์ตี้ลิสต์เลย
ขณะที่คนไทยกำลังวิพากษ์วิจารณ์ว่า การออกแบบระบบคะแนนเสียงมหาชนเอื้อต่อพรรคพลังประชารัฐ ที่สหรัฐกลับมีเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกการนับคะแนนแบบแบ่งเขตเป็นหลัก โดยชี้ว่าระบบนี้ไม่เป็นธรรมและไม่สะท้อนต่อพลังเสียงที่แท้จริงของประชาชน และทำให้ผู้ที่ได้คะแนนน้อยกว่า กลายเป็นผู้นำประเทศไปเสียอย่างนั้น ดังที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2 ใน 5 ครั้งตั้งแต่ปี 2000 - 2016 และยังเป็นครั้งที่ 5 แล้วในประวัติศาสตร์ของสหรัฐที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
ผลการสำรวจความเห็นนับตั้งแต่ปี 1967 พบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ต้องการประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีที่ได้มาจากคะแนนมหาชน ไม่ใช่สัดส่วนที่นั่งในสภาที่พรรคนั้นๆ ได้มา
Photo by Angela Weiss / AFP


