posttoday
เปิดม่านสงครามไซเบอร์Stuxnet ไวรัสโลกตะลึง

เปิดม่านสงครามไซเบอร์Stuxnet ไวรัสโลกตะลึง

03 ตุลาคม 2553

ในปี 2010 นี้ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงไอทีโลกก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบกับเจ้า “Stuxnet” ไวรัสโทรจันตัวใหม่ล่าสุด ที่ไม่ต่างอะไรกับ “ระเบิดนิวเคลียร์” แห่งโลกไซเบอร์....

ในปี 2010 นี้ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงไอทีโลกก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบกับเจ้า “Stuxnet” ไวรัสโทรจันตัวใหม่ล่าสุด ที่ไม่ต่างอะไรกับ “ระเบิดนิวเคลียร์” แห่งโลกไซเบอร์....

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

แม้เทคโนโลยีทุกวันนี้จะพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง สามารถช่วยให้คนทั่วโลกติดต่อถึงกันได้อย่างเรียลไทม์เพียงปลายนิ้วคลิก แต่ก็ไม่ต้องลืมด้วยว่า ยิ่งโลกในที่แจ้งพัฒนาไอทีไปได้ไฮเทคเท่าไร เหล่าอาชญากรไซเบอร์ในโลกมืด ก็ยิ่งพัฒนา “หนอนไวรัส” ได้เจ๋งมากขึ้นไม่แพ้กัน

และในปี 2010 นี้ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงไอทีโลกก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบกับเจ้า “Stuxnet” ไวรัสโทรจันตัวใหม่ล่าสุด ที่ไม่ต่างอะไรกับ “ระเบิดนิวเคลียร์” แห่งโลกไซเบอร์

เพราะหนอนโทรจันตัวนี้ ไม่สนการจารกรรมล้วงข้อมูลเหมือนหนอนคอมพิวเตอร์ ทั่วไป แต่กลับมุ่ง “ทำลายล้าง” ระบบโรงงานอุตสาหกรรมที่มันทะลุทะลวงเข้าไปได้ และยังเล็งเหยื่อชนิดไม่ธรรมดาเหมือนอย่างที่ “โรงงานนิวเคลียร์” ในประเทศอิหร่านเผชิญมาสดๆ ร้อนๆ จนบรรดาเซียนไอทีขนานนามให้เจ้าไวรัสสตักซ์เน็ตตัวนี้ว่า เป็น “อาวุธไซเบอร์รุ่นแรกของโลก”

 

เปิดม่านสงครามไซเบอร์Stuxnet ไวรัสโลกตะลึง

ราล์ฟ ลันจ์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในเยอรมนี เปิดเผยกับไฟแนนเชียล ไทม์ส ถึงเมื่อครั้งที่เผชิญ หน้ากับสตักซ์เน็ตเป็นครั้งแรกว่า

“ผมถึงกับอ้าปากค้าง เพราะถึงจะอยู่ในแวดวงให้คำปรึกษาด้านคอมพิวเตอร์ มานานถึง 20 ปี และเคยเตือนลูกค้ามาตลอดว่าอาจเจอเรื่องทำนองนี้ขึ้นวันใดวันหนึ่ง แต่ผมก็ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะซับซ้อน รุนแรง และอันตรายถึงขนาดนี้” ลันจ์เนอร์ กล่าว

สตักซ์เน็ต คือ หนอนไวรัสที่ถูกพบ|เป็นครั้งแรกเมื่อเดือน มิ.ย. ปี 2010 นี้ โดยบริษัทที่ชื่อ ไวรัสบล็อกเอดา ในประเทศเบลารุส และถือเป็นการพบไวรัสคอมพิวเตอร์ ครั้งแรกของโลก ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้มุ่งทำลายล้างระบบของโรงงานอุตสาหกรรม โดยจะเข้าไปทำลายระบบควบคุมและประมวลผลแบบศูนย์รวม (SCADA) ที่ใช้ในการควบคุมและดูแลกระบวนการต่างๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ สตักซ์เน็ตยังมีความสามารถแอบเข้าไปตั้งโปรแกรมใหม่ในระบบพีแอลซี (Programmable Logic Controllers : PLCs) อย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงผลการเปลี่ยนแปลงให้ทราบ

ไม่เพียงแต่จะสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เชี่ยวชาญไอทีทั้งหลาย แต่หนอนไวรัสสตักซ์เน็ตยังเป็นภัยถึงขั้นที่บรรดารัฐบาลและผู้กำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศต่างๆ ต้องเฝ้าจับตาและพึงระวังด้วยเช่นกัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลทั่วโลกได้เฝ้าระวังภัยคุกคามสงครามไซเบอร์และอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์กันมากขึ้น กระทรวงกลาโหมสหรัฐ (เพนตากอน) ได้รณรงค์ให้สาธารณชนได้รับทราบถึงภัยร้ายของแฮกเกอร์ที่เจาะระบบเข้าไปขโมยความลับข้อมูลส่วนตัวต่างๆ หลังจากที่หลายประเทศได้เห็นตัวอย่างการโจมตีที่น่ากลัวมาแล้ว เมื่อรัสเซียเปิดการโจมตีขึ้นในโลกไซเบอร์ต่อประเทศเอสโตเนียและจอร์เจียระหว่างปี 2007-2008 ส่งผลให้เครือข่ายการติดต่อสื่อสารของทั้งสองประเทศกลายเป็นอัมพาตไประยะหนึ่ง

ทว่าการปรากฏตัวขึ้นของสตักซ์เน็ต กลับให้ความน่ากลัวที่ต่างกันออกไป เพราะไม่ต่างอะไรกับการ “วางระเบิด (นิวเคลียร์) ด้วยปลายนิ้วคลิก”

ลันจ์เนอร์ กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่มีกลุ่มบุคคล (ยังไม่ทราบฝ่าย) สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถแพร่ระบาดจากเครื่องพีซีของตนเองไปยังระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ เพื่อโจมตีเป้าหมายที่มีอยู่ในโลกจริงๆ ไม่ใช่แค่โลกไซเบอร์ อาทิ โรงงานอุตสาหกรรม โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ไวรัสดังกล่าวถูกเขียนขึ้นเพื่อให้เข้าไปควบคุมระบบได้ก่อน จากนั้นจึงค่อยทำลายล้างระบบ ดังนั้นจึงไม่ต่างอะไรกับ ขีปนาวุธไซเบอร์

เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ไมโครซอฟท์ เปิดเผยว่า มีคอมพิวเตอร์ทั่วโลกติดไวรัสสตักซ์เน็ตแล้วถึงกว่า 4.5 หมื่นเครื่อง และในเวลาต่อมาบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างระบุว่า ไวรัสดังกล่าวมีเป้าหมายมุ่งเจาะระบบควบคุมคอมพิวเตอร์ของบริษัท ซีเมนส์ จากเยอรมนี ที่นิยมใช้กันในระบบอุตสาห กรรมเพื่อควบคุมระบบท่อส่งน้ำมัน สายส่งไฟฟ้า และโรงงานนิวเคลียร์ทั่วโลก

และเมื่อไม่นานมานี้ ผู้เชี่ยวชาญไอทีก็ยิ่งพบความกระจ่างเกี่ยวกับหนอนตัวนี้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ “เป้าหมายที่แท้จริง” เมื่อ บริษัท ไซแมนเทค ในสหรัฐได้รายงานว่า 60% ของระบบคอมพิวเตอร์ที่ตกเป็นเป้าหมาย ล้วนเป็นคอมพิวเตอร์ในประเทศอิหร่าน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการอิหร่านได้ปริปากยอมรับเป็นครั้งแรกว่าไวรัสดังกล่าวก็ได้เจาะเข้าไปยังระบบคอมพิวเตอร์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พลังงานน้ำเบา ที่เมืองบูเชอร์ ประเทศอิหร่าน จริงตามที่เป็นข่าว ซึ่งทางโรงงานได้เร่งแก้ปัญหาแล้ว และคาดว่าจะแก้ปัญหาได้เสร็จสมบูรณ์ในเร็วๆ นี้

ขณะที่ล่าสุด ก็เพิ่งพบรายงานการแผลงฤทธิ์ของสตักซ์เน็ตอีกครั้ง กับการเจาะเข้าไปยังโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศจีน เมื่อวันที่ 1 ต.ค.นี่เอง

ความน่าสะพรึงกลัวกับการจ้องเล่นงานโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่านเป็นพิเศษ รวมถึงความยากและซับซ้อน อย่างที่แทบไม่มีแฮกเกอร์คนไหนจะทำได้นี่เอง ที่เป็นตัวจุดประเด็นให้หลายฝ่าย “ตั้งคำถาม” ว่า ใครเป็นคนคิดค้นไวรัสตัวนี้

และผู้ต้องสงสัยหมายเลข 1 ในขณะนี้ก็คือโจทย์เก่า (ตลอดกาล) “รัฐบาลอิสราเอล”

เรียกว่าเป็นการพุ่งเป้าหาจำเลยระดับรัฐบาล เพราะผลงานชิ้นโบแดงระดับนี้ ไม่มีทางที่แฮกเกอร์หนึ่งคนหรือหนึ่งกลุ่มจะทำขึ้นได้ เพราะต้องเป็นระดับสุดยอดหัวกะทิไอทีที่รัฐบาลคัดมาเท่านั้น

นอกจากอิสราเอลจะต้องสงสัยเพราะ 1.ขึ้นชื่อเรื่องความชาญฉลาด 2.เป็นศัตรูอย่างเป็นทางการกับอิหร่าน ก็ยังมีปัจจัยที่ 3 คือ โครงการที่มีชื่อว่า “Unit 8200”

ยูนิต 8200 คือ โครงการสงครามไซเบอร์อย่างลับๆ ของอิสราเอล ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 90 มีฐานลับอยู่ที่ทะเลทราย เนเกฟ ทางตอนใต้ โดยรวบรวมกองทัพแฮกเกอร์หัวกะทิจากทั่วประเทศ ทั้งที่สมัครใจและที่ถูกบังคับ โดยให้ทางเลือกแฮกเกอร์ที่ถูกจับกุมว่าจะนอนคุกหรือร่วมงานกับรัฐบาล

แฮกเกอร์ฝีมือดีทั้งหลายจะถูกทดสอบด้วยการสร้างหนอนไวรัสเจาะเข้าไปตามระบบของประเทศต่างๆ ทั่วโลก และขณะเดียวกันก็ต้องรับการโจมตีจากแฮกเกอร์ของประเทศต่างๆ ด้วย

หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ระบุว่า บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในสหรัฐแห่งหนึ่ง ถึงกับเคยจัดอันดับให้ ยูนิต 8200 ของอิสราเอล เป็นการโจมตีทางไซเบอร์ที่น่ากลัวที่สุดอันดับ 6 ของโลกเลยทีเดียว

และเมื่อบวกกับข้อเท็จจริงที่ว่า “ใครควรจะเกรงกลัวนิวเคลียร์อิหร่านมากที่สุดในโลก” คำตอบก็น่าจะเป็นเพื่อนบ้าน (และ ศัตรู) ในตะวันออกกลางอย่างอิสราเอล
แต่ไม่ว่าผู้คิดค้นสตักซ์เน็ตจะเป็นใคร องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ก็ได้ย้ำให้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่า “ถึงยุคแห่งสงครามไซเบอร์” ที่โลกจะเปลี่ยนจากดินปืนและระเบิด หันมาทำลายล้างกันด้วยอาวุธไซเบอร์แทนแล้ว

ทุกวันนี้ ประเทศมหาอำนาจของโลกต่างก็มีกองทัพไซเบอร์ของตัวเองกันทั้งสิ้น

หากอิสราเอลมี ยูนิต 8200 (Unit 8200) สหรัฐก็มีกองบัญชาการไซเบอร์ (Cyber Command) ขณะที่อังกฤษมีหน่วยปฏิบัติการความมั่นคงไซเบอร์ (Cyber Security Operations) และยังไม่นับ จีน กับรัสเซีย ที่ได้ชื่อว่ามีกองทัพแฮกเกอร์ฝีมือฉกาจไม่น้อยหน้าใคร

สงครามวันนี้ เริ่มต้นได้แค่ปลายนิ้วคลิก...!

ข่าวล่าสุด

นักตบสาวไทยพ่ายเช็ก 0-3 ปิดสนามแรก VNL 2026 แพ้รวด ร่วงอันดับ 23 โลก

นักตบสาวไทยพ่ายเช็ก 0-3 ปิดสนามแรก VNL 2026 แพ้รวด ร่วงอันดับ 23 โลก