โสมแดงฉลองวันชาติเงียบ

วันที่ 16 เม.ย. 2556 เวลา 12:21 น.
โสมแดงฉลองวันชาติเงียบ
เกาหลีเหนือฉลองวันชาติเงียบผิดคาด ไร้ขบวนพาเหรด แสดงแสนยานุภาพ

ชาวเกาหลีเหนือแห่ฉลองวันชาติ เมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของประธานาธิบดีคิมอิลซุง ผู้เป็นปู่ของประธานาธิบดีคิมจองอึน ผู้นำคนปัจจุบัน โดยไม่สนใจกระแสวิกฤตความตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือกับประชาคมโลกอยู่ในขณะนี้บรรดาเด็กสาวต่างแต่งกายประดับด้วยสีแดงและชมพูเดินขบวนไปตามท้องถนนในกรุงเปียงยาง พร้อมกับชูป้ายเฉลิมฉลองวันชาติและได้เดินทางไปทำความเคารพอนุสาวรีย์อดีตประธานาธิบดีคิมอิลซุง ที่จัตุรัสใจกลางกรุงเปียงยาง โดยรัฐบาลเกาหลีเหนือได้ประกาศให้เป็นวันหยุด 3 วัน

ทั้งนี้ ไม่มีบรรยากาศของความตื่นกลัวเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนต่อกระแสข่าวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือประกาศภาวะสงครามกับเกาหลีใต้ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าชาวเกาหลีเหนืออาจจะไม่รับรู้ถึงเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากมีประชาชนน้อยมากที่จะสามารถเข้าถึงสื่อต่างชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ

ทั้งนี้ วันที่ 15 เม.ย.ของทุกปี ถือเป็นวันเริ่มต้นวันปีใหม่ตามปฏิทินของเกาหลีเหนือ ซึ่งตรงกับวันเกิดของอดีต|ประธานาธิบดีคิมอิลซุง เมื่อปี 1912 ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้การเฉลิมฉลองปีใหม่ของเกาหลีเหนือไม่มีการเดินขบวนพาเหรดที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับปีก่อนๆ โดยในปีนี้ชาวเกาหลีเหนือได้ใช้เวลาเดินทางไปมาหาสู่เพื่อนๆ และญาติมิตรกันมากกว่า

ขณะที่สถานการณ์ในเกาหลีเหนือเองดูจะสงบเรียบร้อย แต่ทว่าทางด้านท่าทีของรัฐบาลเกาหลีเหนือต่อต่างชาตินั้นยังคงดุดันต่อไป โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลกรุงเปียงยางได้ปฏิเสธข้อเสนอของเกาหลีใต้ที่จะหาทางออกในวิกฤตนี้ผ่านการเจรจา

นอกจากนั้น คิมยองนัม ประธานสภาประชาชนสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือยังประกาศกร้าวต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศว่าเกาหลีเหนือจำเป็นต้องเสริมขีปนาวุธนิวเคลียร์ต่อไปด้วย

ขณะเดียวกัน ทางด้าน คิมควานจิน รัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีใต้ได้แถลงต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาในกรุงโซลว่า เกาหลีเหนือยังมีท่าทีที่จะยิงขีปนาวุธจากชายฝั่งด้านตะวันออกอยู่ต่อไปเช่นเดิม

ขณะที่ทางด้าน จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้เตือนเกาหลีเหนือว่าอย่าเริ่มการยิงขีปนาวุธอีก ซึ่งจะเป็นการยั่วยุทำให้อุณหภูมิของทุกฝ่ายพุ่งสูงขึ้น และจะยิ่งเป็นการโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือและประชาชนเกาหลีเหนือมากขึ้น