ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (7)

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (7)

บริเวณรอบเกาะหลักโอกินาวายังมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกมากมาย บ้างก็เป็นหมู่เกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องการดำน้ำและดูวาฬหลังค่อม อย่างหมู่เกาะ Kerama ที่สามารถนั่งเรือจากนาฮะไปได้ บ้างก็เป็นเกาะที่มีชายหาดสวย เหมาะสำหรับกิจกรรมดำน้ำต่างๆ อย่างเกาะ Ishigaki ที่สามารถนั่งเครื่องบินภายในประเทศไปได้ แต่ละเกาะรอบนอกโอกินาวาต่างก็มีจุดเด่นความสวยงามแตกต่างกันไป ส่วนเกาะที่เรากำลังจะไปนี้ สามารถนั่งเรือไปได้เช่นกัน แต่มีความพิเศษที่ไม่เหมือนกับเกาะอื่น เรื่องความงามอาจจะสู้เกาะอื่นไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องความขลังต้องยกให้เกาะนี้เป็นนัมเบอร์วัน

ไม่ไกลจากเกาะโอกินาวาตอนใต้ ออกไปทางด้านทิศตะวันออกของคาบสมุทรจิเนนประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของเกาะที่ธรรมชาติงดงาม บรรยากาศเงียบสงบ บ้านเรือนยังคงสภาพดั้งเดิม ไม่มีแม้อาคารตึกสูง และว่ากันว่าเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกขนานนามว่า “เกาะแห่งเทพเจ้า“

เกาะ Kudaka เป็นเกาะขนาดเล็กที่มีความยาวไม่เกิน 8 กิโลเมตร สามารถปั่นจักรยานเที่ยวรอบเกาะได้ ตามตำนานเล่าขานว่า มีเทพเจ้าชื่อ Amamikiyo ถูกส่งมาจากสวรรค์เพื่อสร้างดินแดน ท่านได้สร้างเกาะ Kudaka โดยใช้ท่อนไม้ศักดิ์สิทธิ์ Shimagushina ที่นำมาจากสวรรค์ สร้างเป็นผืนดิน ต้นไม้ และหญ้า จึงนับว่าเกาะ Kudaka เป็นเกาะแห่งแรกที่เทพเจ้าสร้างขึ้น หลังจากนั้นจึงได้สร้างเกาะโอกินาวาขึ้น เกาะ Kudaka จึงถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้า ทั้งยังมีกฎระเบียบ เช่น ต้องระมัดระวังสำรวมทั้งกายวาจา ห้ามว่ายน้ำที่ชายหาด และห้ามเก็บก้อนหินหรือเปลือกหอยจากเกาะแห่งนี้

จากที่พักในตัวเมืองนาฮะ เราขับรถมายังท่าเรือ Azama เพื่อข้ามไปยังเกาะ Kudaka มีทั้งเรือด่วนใช้เวลา 15 นาที หรือเฟอร์รี่ใช้เวลา 25 นาที ซึ่งประเภทของเรือจะขึ้นอยู่กับรอบเวลา ท่าเรือ Azama เป็นท่าเรือขนาดเล็ก แต่ก็ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเช่น ร้านขนมเล็กๆ มีล็อกเกอร์ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เราซื้อตั๋วแบบไปกลับ โดยนั่งเรือด่วนรอบแรกสุดตอน 9 โมง และกลับรอบ 11 โมง เพราะกะจะไปแค่สำรวจนิดหน่อยเท่านั้น แล้วไปเที่ยวที่อื่นต่อ พอถึงเวลาก็จับจองที่นั่งตามอัธยาศัย บอกเลยว่าเป็นการนั่งเรือด่วนที่ด่วนสมชื่อจริงๆ ด่วนจริง! ลุ้นจริง! เสี่ยงจริง! อาจเพราะวันที่ไปลมค่อนข้างแรง คลื่นเลยค่อนข้างสูง แต่เรือก็ไม่ได้ลดความเร็วรุดหน้าวิ่งฝ่าปะทะคลื่นทะเลอย่างไม่หวั่น ปกติธรรมดาคลื่นอาจจะสงบกว่านี้เรืออาจจะวิ่งเร็วแบบชิลๆ ก็ได้ แต่ถ้าเจอแบบเรา และถ้าเป็นคนเมาเรืออยู่แล้ว แนะนำว่าพอขึ้นเรือปุ๊บให้สลบไปเลยดีกว่า เพราะถ้าฝืนงานนี้มีอ้วกแน่

ถึงแล้ว เกาะแห่งเทพเจ้า พอเดินมาจากท่าเรือจะมีร้านเช่าจักรยาน เท่าที่เห็นบริเวณนั้นมีร้านอาหารอยู่ 2 ร้าน ก่อนอื่นไปเช่าจักรยานก่อน ในราคา 2 ชั่วโมง 600 เยน และแนะนำว่าซื้อน้ำดื่มอะไรให้เรียบร้อย เพราะเส้นทางต่อจากนี้ไปไม่มีร้านค้า เราออกสตาร์ทมาพร้อมกับนักท่องเที่ยวที่นั่งเรือมาด้วยกัน ส่วนใหญ่เช่าจักรยาน แต่ก็เห็นมีบางกลุ่มที่ใช้รถตู้พาเที่ยว เราเริ่มปั่นมาเรื่อยๆ จากถนนปูนกลายเป็นถนนลูกรัง เส้นทางนี้บรรยากาศร่มรื่น ได้ร่มเงาจากต้นไม้ ประกอบกับอากาศที่ไม่ได้ร้อนอบอ้าว จึงทำให้ปั่นได้ชิลๆ เส้นทางการปั่นจะมีจุดชมวิวโดยมีป้ายบอกทางลงไปชายหาด ช่วงแรกๆ เราแวะทุกจุด ส่วนใหญ่แล้วจะต้องจอดจักรยานทิ้งไว้ด้านหน้าทางเข้า แล้วค่อยเดินลงไปชายหาด แต่ละชายหาดจะได้บรรยากาศแตกต่างกัน บ้างก็เป็นชายหาดที่มีโขดหินเต็มไปด้วยซากปะการัง บางที่ก็ต้องเดินเข้าไปในป่าแล้วทะลุออกมาเป็นชายหาด ซึ่งจะมีแมลงตัวเล็กๆ และยุง ถ้าใครแพ้ก็ต้องป้องกันเสียหน่อย ด้วยความที่ใช้เวลาสำรวจทุกจุด จึงเหลือแค่เราสองคนปั่นไปตามทางเท่านั้น ระหว่างข้างทางบรรยากาศเป็นป่าแต่ไม่ได้รกทึบน่ากลัว เป็นเส้นทางที่ไม่ใช่ละแวกที่อยู่อาศัย แต่ก็พอมีเห็นแปลงผักสวนอยู่บ้าง ปั่นไปชิลไปให้ความรู้สึกเหมือนปั่นจักรยานเล่นแถวต่างจังหวัด เหลือบมองนาฬิกาอีกที ก็ปาไป 10 โมงกว่าแล้ว ต้องทำเวลาหน่อย เพราะยังปั่นไม่ถึงจุดไฮไลต์ของเกาะเลย

ปั่นมาเรื่อยๆ ตามทางจนมาถึงสองข้างถนนที่เรียงรายไปด้วยต้นปาล์ม ถนนเป็นดินทรายมีก้อนหินเล็กๆ ตลอดทาง ท้องฟ้าสีสด ได้ต้นปาล์มสีเขียวที่เรียงแถวเป็นเส้นนำสายตาไปข้างหน้า เป็นทางที่สวยมาก แม้แดดจะร้อนไปเสียหน่อย สุดทางของถนนเป็นตำแหน่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ชื่อว่าแหลม Kaberu ว่ากันว่าเทพ Amamikiyo ได้จุติลงมาที่นี่ วิวดีเลย น้ำทะเลสีสวย ลมเย็นพาให้ใจสงบ ถ้าแดดอ่อนกว่านี้ก็คงได้นั่งกินลมชมวิวได้เรื่อยๆ แต่ไม่มีเวลาแล้วอีก 15 นาทีเรือกำลังจะออก ขากลับเราเลือกปั่นอีกเส้นทางหนึ่ง พวกเราต่างปั่นแบบไม่คิดชีวิต! ปั่นท้าแดด! ปั่นแบบใส่เกียร์หมา! ปั่นสุดแรงเกิด! ถ้าเราพลาดเรือรอบนี้ ต้องรอไปอีก 2 ชั่วโมงเชียวนะ

สุดท้ายก็มาถึงตรงเวลา แต่เรือกำลังขับออกไปแล้ว ก็ได้แต่นั่งหอบแฮกๆ มองเรือด่วนแล่นออกไป เรือรอบถัดไปจะมาถึงราวบ่ายโมง เราจึงไปกินข้าวเติมพลังพักให้หายเหนื่อย ร้านอาหารนี้อยู่ข้างๆ ร้านเช่าจักรยาน เมนูมีหลากหลาย มีทั้งซาชิมิสดๆ โซบะโอกินาวา และที่น่าสนใจคือ ซุปอิราบุ อาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อของเกาะ หน้าตาเป็นเนื้อสีดำปล้องๆ มีลวดลายเป็นเกล็ด ใช่แล้ว เมนูนี้วัตถุดิบหลักทำมาจากงู...งูทะเล “Irabu” ที่เป็นวัตถุดิบส่งออกของที่นี่ อากาศร้อนๆ และเหนื่อยแบบนี้ เราต้องหาอะไรซดร้อนๆ ร่างกายจะได้สดชื่นขึ้น จึงสั่งอาหารท้องถิ่นของโอกินาวา โซบะโอกินาวา แหม...คิดว่าเราจะสั่งซุปอิราบุ ล่ะสิ ขอผ่านดีกว่า

ตอนนี้เป็นช่วงเที่ยงวัน คนเริ่มเต็มร้าน เห็นมีทัวร์ญี่ปุ่นเหมือนกันนะ ดูเหมือนจะมาพักที่นี่ เพราะเห็นมีกระเป๋าเดินทาง และมีคนดูแลเหมือนเป็นโฮสท์ท้องถิ่น น่าจะเป็นการเที่ยวแบบพักเกสต์เฮาส์กับคนท้องถิ่น ได้เวลาขึ้นเรือแล้ว รอบนี้เป็นเรือเฟอร์รี่ถึงช้าหน่อยแต่น่าจะชิล ดื่มด่ำวิวไปได้โดยไม่ต้องตื่นเต้นเร้าใจเหมือนตอนขามา กลุ่มทัวร์โบกมือลาโฮสท์ท้องถิ่น และมีบางครอบครัวมาร่ำลาลูกหลานเช่นกัน บางคนอาจจะเป็นคนที่นี่แล้วไปเรียนหรือทำงานที่เกาะหลัก ช่วงสุดสัปดาห์คงกลับมาบ้านเกิด บรรยากาศตอนนี้ดีมากเลย ท้องฟ้าสีสด น้ำทะเลสีเขียวมรกต เรือแล่นออกสู่ทะเล ภาพท่าเรือที่อยู่เบื้องหน้าค่อยๆ เล็กลง เล็กลงเรื่อยๆ จนลับหายไป

เกาะแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่เที่ยวยอดนิยม สำหรับนักท่องเที่ยวคงเลือกไปเที่ยวที่อื่นมากกว่า ดูแล้วเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ถ้ามองดีๆ การที่เราได้มาสัมผัสสถานที่ท้องถิ่น ที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งเพื่อเป็นสถานที่เที่ยวเต็มรูปแบบ มันทำให้เราได้เข้าถึง เข้าใจ และได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นนั้นๆ รวมถึงตำนานบนเกาะ ก็เป็นส่วนที่ทำให้เกาะนี้มีเรื่องราวที่น่าค้นหา เหมือนเราได้มาเที่ยวยังจุดกำเนิดของเกาะโอกินาวาจริงๆ แม้บนเกาะจะไม่มีที่เที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีเพียงสายลม ชายหาด ทะเล ธรรมชาติ และความเรียบง่ายเท่านั้น บางทีชีวิตคนเราก็ต้องการช่วงเวลาที่ใกล้ชิดธรรมชาติท่ามกลางความเงียบสงบ เพื่อผ่อนคลายและคิดทบทวนสิ่งต่างๆ บ้างเท่านั้นเอง

ข่าวอื่นๆ