
นักวิชาการ แนะ ก้าวไกล ดึง ภูมิใจไทย ตั้งรัฐบาล
นักวิชาการ ม.รังสิต มั่นใจ ก้าวไกล จับมือ เพื่อไทย พรรคฝ่ายค้านเดิมร่วมรัฐบาล และ ดึงภูมิใจไทยเสริม จะปิดทาง ส.ว.ได้ ชี้ผลเลือกตั้ง เกิดจากสังคมไทยต้องการยึดความถูกต้อง นำไปสู่การร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อสร้างกติกาที่เปิดให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงโอกาส กรณีที่เกิดการคาดหวังว่าพรรคก้าวไกลจะร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลว่า เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะถ้าเพื่อไทยเล่นเกมนี้แบบยื้อ หรือ ไม่เอาก้าวไกล แน่นอนครับว่า มันย่อมเกิดความไม่พอใจของโหวตเตอร์แน่ๆ โดยเฉพาะฝ่ายเสรีนิยมที่เขารู้สึกว่า ถูกหักหลัง และหากเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเองอายุรัฐบสลไม่น่าจะยืด ดังนั้นาการจับมือกับก้าวไกลเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ในกรณีนี้ถ้าสมมติว่า เอาแต่พรรคร่วมฝ่ายค้านแล้วก็ไปวัดดวงกับเสียงวุฒิสมาชิก(ส.ว.) ซึ่งมันยังขาดประมาณหกสิบกว่าเสียง มันไม่น่าจะพอ แล้วค่อยดึงพรรคชาติไทยพัฒนาที่มีสิบเสียงมา แล้วไปวัดดวงวัดใจกับ ส.ว. ให้กระแสสังคมสังคมไปกดดัน ผมว่าไม่น่าจะพอ
เพราะฉะนั้น scenario ที่สอง ถ้าเอาภูมิใจไทยมาได้ ก็ข้ามปัญหาเรื่อง 376 ส.ว. ได้ เพียงแต่ว่าเงื่อนไข ที่คุณพิธาเคยบอกว่า ไม่อยากให้ภูมิใจไทยไปดูแลคมนาคมและสาธารณสุข ในระนาบเดียวกันกลายเป็นสิ่งที่ภูมิใจไทยปฏิเสธไม่ได้ เรื่องนโยบายกัญชาเชิงการแพทย์น่าจะเป็นเงื่อนไขที่ภูมิใจไทยพอจะยอมรับได้
ส่วนที่ว่าจะยืดเยื้อนานไหมกับการจัดตั้งรัฐบาล นั้น ต้องดูบรรยากาศทางการเมืองว่า ตอนนี้ผู้คนจับตามองเรื่องความโปร่งใส การทำงานของ กกต เท่ากับว่า เพราะถ้า กกต ดึงเชงนาน มันแน่นอนว่าโมเมนตัมอย่างที่คนคิดมาตลอด ว่าทฤษฎีสมคบคิดว่า กลุ่มอำนาจเดิมของคุณประยุทธ์กับ กกต. เป็นเนื้อเดียวกัน ก็ไม่ควรจะใช้เวลานานในเรื่องผลของการเลือกตั้ง ถ้ารับรองผลเบ็ดเสร็จ การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะเร็วขึ้น
สำหรับสูตรการจัดตั้งรัฐบาลนั้น สมการของผม ผมไม่เชื่อว่า วุฒิสมาชิกจะโหวตให้ ผมเชื่อว่า สิ่งที่จะก้าวข้ามพื้นที่ได้ คือต้องยอมพูดคุยกับภูมิใจไทย ก้าวไกล เพื่อไทย ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา และพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมทั้งหมด เท่านี้ก็น่าจะเป็นสูตรที่เหมาะสม
ผลของการเลือกตั้งในครั้งนี้ เกิดจากสังคมไทยต้องการ Integrity หรือ ยึดความถูกต้อง ต่อไปอาจจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไปสู่กติกาที่มันแข่งขันด้วยความเป็นธรรม สังคมเบื่อหน่ายกับการประดิษฐ์วาทกรรมทางการเมืองที่สร้างความเกลียดชังระหว่างกัน มันเหนื่อยล้ากันมาพอสมควรแล้ว ดังนั้นเสียงของความเป็นเสรีนิยมมันบังคับให้ทุกพรรคการเมืองต้องปรับตัว เปิดใจรับมุมมองที่แตกต่างมากขึ้น
ในส่วน โอกาสที่นายพิธา จะสามารถขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่นั้น โดยส่วนตัวผมมองว่า เกิน 50:50 เพราะว่า บางทีมันอาจจะเป็นเพราะความกังวลของฝ่ายอนุรักษนิยมด้วยซ้ำแต่ว่า เคสนี้เป็นเพราะว่า คุณธนาธร ถูกล้อมก่อนการเลือกตั้ง เรื่องคุณสมบัติ แต่ผมเชื่อว่าพรรคก้าวไกล มีแผนสำรองไว้อยู่แล้ว มันไม่มีผลต่อตัวเลขของปาร์ตี้ลิสต์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหาคือ เขาไม่มีนายกฯ สำรองในเรื่องแคนดิเดต คือเสนอพิธาคนเดียว ผมว่า บรรยากาศมันคือการแก้เกมกันวันต่อวัน







