posttoday
เลือกตั้ง66: สุวัจน์ เสนอแนวคิด กระตุ้นเศรษฐกิจ

เลือกตั้ง66: สุวัจน์ เสนอแนวคิด กระตุ้นเศรษฐกิจ

28 มีนาคม 2566

สุวัจน์ เสนอแนวคิด ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ใช้จุดแข็งท่องเที่ยว ส่งออก ดึงนักลงทุน ดันการเกษตร ให้เป็นมหาอำนาจ มั่นใจ นโยบายเศรษฐกิจใหม่ ดึงเม็ดเงิน 5 ล้านล้านเข้าประเทศได้ ขอ นักอุตสาหกรรม นักลงทุน เชื่อมั่นนโยบาย พรรคชาติพัฒนากล้า

วันที่ 28 มีนาคม ที่ห้องประชุม Convention Hall A22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวในงานเสวนา “วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย” โดยการดีเบต 9 พรรคการเมือง จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)ว่า ถ้าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจและหวังกับการลงทุน ต้องเอาจุดแข็งของเรา คือ การท่องเที่ยว ก่อนเกิดโควิดมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน เพราะมีปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวเศรษฐกิจแย่ แต่พอเราเปิดประเทศภายในครึ่งปี วันนี้นักท่องเที่ยวกลับมาประมาณ 25 ล้านคน  เศรษฐกิจเริ่มกลับมา Rebound การกระตุ้นเศรษฐกิจ วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีที่สุด ฟื้นฟูดีที่สุด เร็วที่สุดก็คือ การท่องเที่ยว พรรคชาติพัฒนากล้า นําเสนอนโยบายว่าเพิ่มนักท่องเที่ยวเป็นสองเท่า นักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ถ้าโตแค่ 20 % เท่านั้น 4 ปีจะประมาณ 70-80 ล้านคน คนไทยหนึ่งคนรับนักท่องเที่ยวหนึ่งคน แล้วนักท่องเที่ยวเคยอยู่ 10 วันปกติก็เป็น 12 วัน เคยใช้จ่ายวันละ 5,000 บาท สัก 20% ก็เป็น 6,000 บาท ฉะนั้น 70 ล้าน คูณ 12 วัน คูณ 6,000 จะได้ 5 ล้านล้านบาท เพิ่มจาก 2 ล้านล้านบาท เพียงสร้างโค้ชและทําเป็นการท่องเที่ยวกันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันการพัฒนาเรื่อง infrastructures การพัฒนาเรื่อง destination การพัฒนาเรื่องโปรดักส์  เรื่อง Street Food หยิบมาใช้  SoftPower หยิบมาใช้ การอํานวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด

นายสุวัจน์กล่าวว่า รองลงมาจากการท่องเที่ยวคือ การส่งออกต้องหาตลาดใหม่ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา ลำดับที่สามของการฟื้นฟูเศรษฐกิจก็คือ การลงทุนในประเทศไทย การดําเนินของภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ไทยเที่ยวไทย ไทยลงทุนในไทย จะช่วยได้เยอะ สมมุติตอนนี้เรามีEECอยู่ ถ้าไปเร่งรถไฟ รีบสร้าง สนามบินรีบสร้าง จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ลำดับสุดท้าย คือ เอาวิกฤติเป็นโอกาส ปรับฐานเศรษฐกิจของประเทศจะต้องเดินมาบนเศรษฐกิจที่เป็นจุดเข้มแข็งของประเทศไทย คือ การเป็นมหาอํานาจทางการเกษตร ข้าว อ้อย มัน ปาล์ม ข้าวโพด ไม่มีใครยิ่งใหญ่ทั่วประเทศไทย แต่วันนี้เรายังไม่ได้หยิบมาใช้ ยังไม่ได้ใส่เทคโนโลยี ยังไม่ได้ใส่อุตสาหกรรม ยังไม่ได้ใส่นวัตกรรมไปอย่างเต็มที่ ฉะนั้นนี่คือ จุดแข็งของประเทศไทย ถ้าไล่ตามลำดับ เศรษฐกิจของเราจะกลับมาเร็วแล้วต่อไปเราจะยั่งยืน ไม่มีใครแข่งกับเราได้ 

นายสุวัจน์กล่าวว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม ที่เราเผชิญหน้ากันถึงขนาดนี้ เราจะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมอย่างไร จะเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันอย่างไร จำได้ว่าสมัยท่านพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านมาจากรัฐมนตรีอุตสาหกรรม GDPโต 10 เปอร์เซ็นต์ 3ปีซ้อน หลังจากพล.อ.ชาติชาย ขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันของประเทศโดยเฉพาะทางอุตสาหกรรมตกไปตลอด วันนี้อยู่อันดับ 35 ของ OECD สําคัญที่สุดก็คือ เทคโนโลยี เราเป็นประเทศที่ส่งออกเทคโนโลยีระดับต่ํา แต่นําเข้าเทคโนโลยีระดับสูง เรียกว่า เสียดุล ใช้โนโลยีในภาคอุตสาหกรรมน้อยมาก ฉะนั้น จะต้องดําเนินการกันอย่างจริงจัง ในการที่จะ Reskill  จะแรงงาน ในเรื่องของ renovate ภาคอุตสาหกรรม ในการที่จะนําเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ แล้ววันนี้เรื่อง BCG ก็คือ เศรษฐกิจหมุนเวียนเศรษฐกิจ ชีวภาพเศรษฐกิจ สีเขียว และ ESG เป็นเรื่องใหม่ของภาคอุตสาหกรรม ถ้าไม่รีบทําความรู้ ไม่รีบทําความเข้าใจ ต่อไป เราจะหนักกว่านี้ ต้องเชิญภาควิชาการทั้งหมดมาสร้างอุตสาหกรรมที่อยู่บนจุดแข็ง แล้วเป็นอุตสาหกรรมใหม่ คือ BCG ESG มันจะเป็นฐานใหม่ ที่จะทําให้เราอยู่ได้ด้วยความยั่งยืน และจะเสริมสร้างจุดแข็งของประเทศ 

“พรรคชาติพัฒนากล้า นําเสนอนโยบายเศรษฐกิจใหม่ นโยบายเศรษฐกิจเฉดสี มูลค่า 5 ล้านล้านบาท คือ แบ่งเศรษฐกิจเป็นสีต่าง ๆ เช่น สีเหลือง หยิบ soft power สีเขียว หยิบสิ่งแวดล้อม สีขาว หยิบเรื่องท่องเที่ยวสายมู สีเงิน หยิบเศรษฐกิจสุขภาพ เศรษฐกิจผู้สูงอายุ ระบบทั้งหมดคือ สิ่งที่พรรคชาติพัฒนากล้า ได้คิดอย่างเป็นระบบ แล้วทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานนโยบายใหญ่ที่เราเรียกว่า งานดี มีเงิน ของไม่แพง ขอให้ทุกนักอุตสาหกรรม นักลงทุน ได้เชื่อมั่นในนโยบายพรรคชาติพัฒนากล้า"นายสุวัจน์กล่าว

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน