เฟ้นเด็กไทยไป ‘เสือใต้’ ก้าวแรกสู่โปรเจกต์ยักษ์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 13:05 น.
เฟ้นเด็กไทยไป ‘เสือใต้’ ก้าวแรกสู่โปรเจกต์ยักษ์
“เอฟซี บาเยิร์น ยูธ คัพ ไทยแลนด์” เฟ้นเด็กไทยฝีเท้าดีไปฝึกศาสตร์ลูกหนังกับ บาเยิร์น มิวนิก

โครงการ “เอฟซี บาเยิร์น ยูธ คัพ ไทยแลนด์” จัดขึ้นมาแล้วเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ภายใต้ความร่วมมือของบริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย และกลุ่มวังขนาย ที่ต้องการผลักดันฟุตบอลไทยให้พัฒนาไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน โดยเน้นสร้างรากฐานจากเยาวชนเป็นหลัก ด้วยการเปิดคัดเลือกเด็กฝีเท้าดีอายุ 15-16 ปี จากทั่วประเทศจำนวน 10 คน รับโอกาสเดินทางไปฝึกซ้อมและแข่งขันในหลักสูตรการฝึกสอนของบาเยิร์นมิวนิก ทีมดังระดับโลกถึงประเทศเยอรมนี

“ผมรักฟุตบอล ชอบดูฟุตบอล ตระเวนดูฟุตบอลมาแล้วเกือบทั่วโลก จึงมีความฝันว่าอยากจะทำฟุตบอลเด็กเพื่อพัฒนาเยาวชนไทยให้มีฝีเท้าที่เก่งขึ้น เลยมองหาโอกาสในการร่วมเป็นพันธมิตรกับสโมสรระดับโลก ซึ่งชาติที่ได้รับการยกย่องเรื่องมาตรฐานการสร้างพื้นฐานให้กับฟุตบอลเยาวชนก็คือเยอรมนี ที่มีทั้งความเป็นมืออาชีพและหลักสูตรการฝึกสอนที่มีคุณภาพ และสโมสรอันดับหนึ่งของเยอรมนีก็คือบาเยิร์น มิวนิก เราจึงตัดสินใจที่จะเจรจาเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กไทย” วินิจ เลิศรัตนชัย ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย กล่าว

ออร์แกไนเซอร์ดังเผยต่อว่า โครงการนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ยักษ์ที่ตัวเองวาดฝันไว้เท่านั้น เพราะตลอดระยะเวลา 2 ปีที่เปิดบริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย ขึ้นมานั้น ไม่ได้เน้นเรื่องการทำธุรกิจเป็นหลัก แต่หลังจากนี้จะเดินหน้าทำธุรกิจเชิงรุกเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นไป

สปอร์ตคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่บนพื้นที่ 40 ไร่ใจกลางกรุงบริเวณอาร์ซีเอ จะถูกเนรมิตขึ้นมาเป็นเฮดควอเตอร์อย่างเป็นทางการเพื่อรองรับการร่วมมือกับ

บาเยิร์น มิวนิก ในครั้งนี้ ภายใต้งบประมาณก่อสร้างกว่า 500 ล้านบาท โดยที่นี่จะมีสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน 1 สนาม และสนามขนาดเล็กอีก 2 สนาม ตลอดจนอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานคอยบริการ ซึ่งสตาฟฟ์และทีมงานของ “เสือใต้” จะปักหลักรวมตัวอยู่ที่นี่เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกสอนฟุตบอลและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ

“เราตั้งใจจะเป็นสถาบันการเรียนรู้และฝึกสอนฟุตบอลที่ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาโค้ชและเยาวชน ซึ่งที่ผ่านมาเราแทบจะไม่ได้โฟกัสที่ธุรกิจเป็นหลัก เพราะเราเน้นไปที่การทำธุรกิจเพื่อสังคม ดังนั้นในปีหน้าเมื่อสปอร์ตคอมเพล็กซ์แล้วเสร็จ เราจะเน้นเรื่องธุรกิจอย่างจริงจัง เราจะเป็นศูนย์ฝึกทักษะฟุตบอลที่ได้มาตรฐาน และเปิดให้เยาวชนที่สนใจหรือให้ทุกสโมสรฟุตบอลในประเทศไทยสามารถส่งเด็กในสังกัดเข้ามาฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นได้ที่นี่ เพื่อเป็นบันไดและโอกาสในการก้าวสู่นักฟุตบอลอาชีพไม่ว่าจะไปเล่นทีมไหนก็ตาม ภายใต้มาตรฐานระดับโลกจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิก” เจ้าพ่อโปรเจกต์ เผย

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ผ่านการวางแผนและเจรจามานานกว่า 3 ปี ก่อนจะได้ “เสือใต้” เข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมพัฒนาฟุตบอลไทย พร้อมใช้เม็ดเงินลงทุนไปแล้วเกือบ 200 ล้านบาท โดยมี “กลุ่มวังขนาย” บริษัทผู้ผลิตน้ำตาลทรายรายใหญ่ของประเทศไทยเป็นผู้สนับสนุนหลัก

“ทางวังขนายพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะเราเน้นการสนับสนุนเรื่องกีฬาและการศึกษาของเยาวชนไทยเป็นหลัก เราเชื่อมั่นเสมอว่าเยาวชนที่เข้มแข็งและแข็งแรงจะสามารถพัฒนาประเทศเราได้ในอนาคต นี่คือสาเหตุที่กลุ่มวังขนายเข้ามาให้การสนับสนุน” ธัญรักษ์ ณ วังขนาย ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์กลุ่มวังขนาย เผย

เครื่องการันตีที่ทำให้โปรเจกต์นี้มีโอกาสประสบความสำเร็จตามที่ฝันไว้ก็คือถ้วยรางวัลที่จับต้องได้ การร่วมมือกันของทั้งคู่ได้ผลักดันให้เด็กไทยสร้างชื่อไปทั่วโลก เมื่อเยาวชนไทย 10 คนที่ผ่านการคัดเลือกประจำปี 2017 สามารถลัดฟ้าไปคว้าแชมป์การแข่งขัน เอฟซี บาเยิร์น เวิลด์ ไฟนอล ยูธ คัพ 2017 ถึงประเทศเยอรมนีได้สำเร็จ และนับเป็นทีมจากทวีปเอเชียทีมแรกที่ชนะเลิศถ้วยใบนี้ เหนือคู่แข่งอย่างเยอรมนี สหรัฐ ออสเตรีย สิงคโปร์ อินเดีย และจีน นอกจากนี้ กัณตภณ คีรีแลง สตาร์ตัวเก่งของทีมยังคว้ารางวัลดาวซัลโวมาครองด้วยเช่นกัน

“บาเยิร์น มิวนิก ให้ความสำคัญกับรายการนี้มาก เขาคัดเด็กจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่อลิอันซ์ อารีนา สนามเหย้าของทีมเพื่อฝึกฟุตบอลและจัดการแข่งขันอย่างมืออาชีพเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ ซึ่งเด็กแต่ละชาติจะได้เรียนรู้และแข่งขันระหว่างกัน โดยมีโค้ชเยาวชนของบาเยิร์นฯ คอยดูแลและแนะนำ ทำให้มาตรฐานฟุตบอลเยอรมนีจะถูกถ่ายทอดมาสู่เด็กไทย ซึ่งเหมาะกับการปูพื้นฐานของสกิลฟุตบอลเพื่อก้าวสู่สเต็ปต่อไปไม่ว่าเด็กเหล่านี้จะไปอยู่จุดไหนในอนาคตก็ตาม” วินิจ เผย

ด้าน เซบาสเตียน เดรมเลอร์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนโครงการนานาชาติของบาเยิร์น มิวนิก กล่าวเสริมว่า เด็กไทยได้สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับผู้เข้าแข่งขันจากหลายประเทศ เพราะก่อนแข่งถือเป็นทีมรองบ่อน และไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำผลงานได้ดีขนาดนี้ ซึ่งโครงการนี้จะมีแมวมองของสโมสรคอยจับตาดูอยู่ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นอาจจะได้รับโอกาสในการเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรในอนาคตก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้เด็กไทยจะยังไม่สามารถก้าวไปสู่ระดับโลกได้สำเร็จ แต่หลายคนที่ผ่านโครงการนี้ก็ได้รับโอกาสเข้าร่วมเป็นนักฟุตบอลในสังกัดสโมสรดังของเมืองไทย อาทิ กัณตภณ (กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย), กฤษดา กาแมน (ชลบุรี เอฟซี), เอกนิษฐ์ ปัญญา (เชียงราย ยูไนเต็ด) และปุรเชษฐ์ ทอดสนิท (เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด) เป็นต้น

ดังนั้น จึงเป็นที่น่าจับตาว่าการแข่งขัน “เอฟซี บาเยิร์น ยูธ คัพ ไทยแลนด์ 2018” ซึ่งจะเปิดฉากคัดเลือกทั้งหมด 9 สนามในเดือน ม.ค.ปีหน้านั้น จะได้เด็กไทยที่มีศักยภาพด้านลูกหนังมากน้อยขนาดไหน และพวกเขาเหล่านั้นจะสานต่อผลงานที่รุ่นพี่ทำไว้ได้หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องตอกย้ำถึงโปรเจกต์ยักษ์ที่ วินิจ และกลุ่มวังขนาย ตั้งความฝันไว้ได้เป็นอย่างดี