บอลไทยไปบอลโลก?

  • วันที่ 11 ก.ค. 2553 เวลา 12:21 น.

ทุกครั้งที่มีศึกบอลโลกเกิดขึ้น บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราก็ไม่วายที่จะออกมาเร่ขายฝัน “บอลไทยไปบอลโลก” ทุกทีไป

โดย.....ทีมข่าวกีฬา

พอถึงช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกทีไร สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือกระแสคลั่งไคล้ของแฟนบอลทั่วโลก และศึกเวิลด์คัพ 2010 ที่แอฟริกาใต้คราวนี้ก็เช่นกัน โดยเรากำลังจะได้รู้กันแล้วในช่วงดึกคืนวันนี้ว่า แชมป์โลกหน้าใหม่จะเป็น “อัศวินสีส้ม” ฮอลแลนด์ ดีกรีรองแชมป์ 2 สมัย (ปี 1974, 1978) หรือ “กระทิงดุ” สเปน ที่เพิ่งเข้าชิงฯ ครั้งแรก รักใครชอบใครก็ตามเชียร์กันเองก็แล้วกัน

กระแสในเมืองไทยบ้านเรานั้น ไม่เพียงแค่การเฝ้าตามชมตามเชียร์จากเกมถ่ายทอดสดซึ่งมีให้ถ่างตาดูกันครบทั้ง 64 แมตช์เลยทีเดียว แต่ทุกครั้งที่มีศึกบอลโลกเกิดขึ้น บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราก็ไม่วายที่จะออกมาเร่ขายฝัน “บอลไทยไปบอลโลก” ทุกทีไป

คราวนี้ก็เช่นกัน โดย กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เจ้าของไอเดียบรรเจิดที่อยากเห็นไทยเราเป็นเจ้าภาพเวิลด์คัพ ซึ่งจะส่งผลให้บอลไทยได้ไปบอลโลกโดยอัตโนมัติ และทางคณะกรรมาธิการการกีฬาวุฒิสภา (กมธ.กีฬา สว.) ซึ่งมี วรวุฒิ โรจนพานิช เป็นประธาน สว.กีฬา ก็รับลูกทันที โดยเตรียมจัดสัมมนาหาแนวทางจัดฟุตบอลโลกอย่างคึกคัก “ประเทศไทยกับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก : ต้องเตรียมอะไร และอย่างไร” ในวันจันทร์ที่ 2 ส.ค. ณ ห้องประชุม 306-308 อาคารรัฐสภา 2

งานนี้จะเชิญ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาโชว์วิสัยทัศน์เรื่อง “ประเทศไทยกับโอกาสการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก” ส่วน กรณ์ นั้นจะบรรยายเรื่อง “การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก : เงินลงทุน ผลตอบแทน และความคุ้มค่า”

นอกจากนี้ ยังมีคีย์แมนวงการกีฬาไทยอีกเพียบที่จะช่วยกันระดมสมองสานฝันให้เป็นจริง (รึเปล่า) ด้วยการร่วมสรุปแนวทางตามหลักเกณฑ์ที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กำหนด อาทิ ชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกไทย วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทย โดยมี รศ.ดร.วิชิต คนึงสุขเกษม คณบดีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

“หลายฝ่ายอยากให้จัด แต่ยังไม่มีใครรู้ข้อกำหนดที่แท้จริง เชื่อว่าน่าจะรวบรวมข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางให้รัฐบาลสามารถตั้งธงกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น” วรวุฒิ กล่าว

คงต้องติดตามดูกันต่อไป เพราะการที่บอลไทยจะไปบอลโลกด้วยการเป็นเจ้าภาพนั้น ดูๆ แล้วอาจจะง่ายกว่าการลงเตะให้ผ่านรอบคัดเลือกด้วยลำแข้งตัวเองซะอีก แม้จะต้องใช้เงินมากมายมหาศาลก็ตาม แต่ก็อีกนั่นแหละ จะเอาเงินที่ไหนมาลงทุนในสภาพที่การเมืองบ้านเรายังไม่เคยนิ่งเลย

ยังไงก็อย่าทำเป็นหวือหวาเหมือนกับ ไฟไหม้ฟาง ก็แล้วกัน

บอลโลกจบ-บอลไทยสานฝันต่อ

มหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก “เวิลด์คัพ 2010” กำลังจะจบลงในวันนี้แล้ว หลังโม่แข้งกันมา 1 เดือนเต็ม ท่ามกลางความสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจของแฟนบอลทั่วโลก แต่ก็ไม่รู้ว่า “เจ้าภาพ” แอฟริกาใต้ จะแฮปปี้แค่ไหนกับการจัดศึกฟุตบอลโลกครั้งแรกในทวีฟแอฟริกา เพราะดันเป็นเจ้าของสถิติที่ไม่อยากจดจำ นั่นคือเป็นเจ้าภาพทีมแรกที่ร่วงแค่รอบแรกเท่านั้น

บอลโลกน่ะจบแน่ แต่บอลไทยยังไม่จบง่ายๆ เพราะคราวนี้ถึงขั้นเตรียมประกาศขอร่วมวงชิงชัยแย่งเป็นเจ้าภาพให้มันรู้แล้วรู้แรดไปเลย

ปัจจัยสำคัญสุดๆ ที่ชาติเจ้าภาพต้องมีความพร้อมถึงขีดจริงๆ และเป็นส่วนที่ทำให้ชาติเจ้าภาพต้องลงทุนมากที่สุด นั่นก็คือสนามแข่งขัน

ฟีฟ่ากำหนดว่าเจ้าภาพฟุตบอลโลกจะต้องมีสนามที่ได้มาตรฐานสากลอย่างน้อย 12 สนาม ซึ่งในจำนวนนี้สนามต้องมีความจุอย่างน้อย 4 หมื่นที่นั่ง เพื่อใช้แข่งขันในรอบแรก รอบ 16 ทีมสุดท้าย และรอบก่อนรองชนะเลิศ แถมยังต้องมีสนามความจุอย่างน้อย 6 หมื่นที่นั่ง เพื่อใช้ในเกมนัดเปิดสนาม เกมรอบรองชนะเลิศ และนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย

สำหรับไทยเรานั้นตอนนี้มีอยู่แค่ “สนามเดียว” ที่พอจะผ่านเกณฑ์ดังกล่าว นั่นคือสนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่มีความจุราว 5 หมื่นที่นั่ง

ดังนั้น หากไทยคิดจะประกาศศักดาหาญกล้าขอเป็นเจ้าภาพ ซึ่งอย่างเร็วสุดน่าจะเป็นปี 2026 รัฐบาลไทยจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการสร้างสนาม ซึ่งขนาดชาติที่เป็นเต้ยในวงการลูกหนังโลกอย่างเยอรมนี ซึ่งมีสนามระดับมาตรฐานมากมายที่ใช้ในลีกบุนเดสลีกา ยังต้องใช้งบปรับปรุงสนามทั้งหมดสูงถึง 1,400 ล้านยูโร (ราว 7.14 หมื่นล้านบาท) ในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2006

อย่างไรก็ตาม สมมตินะ สมมติ...ขอย้ำชัดๆ อีกครั้งว่าสมมติ สมมติว่าไทยมีความพร้อมทุกอย่าง เพอร์เฟกต์ทุกด้าน รัฐบาลมั่นคงสุดยอด ก็ใช่ว่าไทยจะมีสิทธิยื่นเสนอตัวเป็นเจ้าภาพบอลโลกในปี 2026 ซึ่งนอกจากไทยแล้วยังมีชาติอื่นที่มีข่าวว่าสนใจจะขอบิดด้วยเช่นกันคือ แคนาดา จีน โคลัมเบีย อินเดีย และตุรกี

ทั้งนี้ หลังจบศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ เจ้าภาพครั้งถัดไปในปี 2014 คือ บราซิล

ส่วนฟุตบอลโลก 2 สมัยต่อจากนั้นคือ ปี 2018 และ 2022 ได้มีการเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพมาตั้งแต่ต้นปี 2009 แล้ว ซึ่งฟีฟ่าเตรียมตัดสินชาติที่จะได้รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2 สมัยดังกล่าวในเดือน ธ.ค.นี้

สำหรับปี 2018 มีชาติที่เสนอตัวเข้ามา ได้แก่ เบลเยียม-เนเธอร์แลนด์ (เจ้าภาพร่วม) โปรตุเกส-สเปน (เจ้าภาพร่วม) อังกฤษ รัสเซีย สหรัฐ ซึ่งชาติเหล่านี้ขอควบเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในปี 2022 ด้วย (เผื่อพลาดปี 2018 จะได้ลุ้นปี 2022 ต่อเลยทีเดียว) พร้อมกับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น กาตาร์ และเกาหลีใต้

จะเห็นได้ว่าชาติในเอเชียหวังที่จะเป็นเจ้าภาพในปี 2022 มากกว่า หลังจากที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เพิ่งได้เป็นเจ้าภาพร่วมกันในฟุตบอลโลก 2002

ดังนั้น หากชาติใดชาติหนึ่งในเอเชียได้เป็นเจ้าภาพในปี 2022 ไทยก็ไม่มีสิทธิแม้แต่จะเสนอหน้าไปขอเป็นเจ้าภาพในปี 2026 เพราะไม่มีทางที่ฟุตบอลโลกจะจัดในทวีปเดิมติดต่อกัน 2 สมัยซ้อน

เอาเป็นว่า แม้ตอนนี้ศักยภาพนักเตะไทยโดยรวม และมาตรฐานวงการฟุตบอลบ้านเรายังไม่ดีถึงขั้นได้ไปเล่นบอลโลกรอบสุดท้าย แต่ขอให้ทุกคนมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยกันทำช่วยกันสร้าง อย่าเล็งผลเลิศกันแค่ภายในระยะเวลา 4 ปี 8 ปี เพราะมันเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ เหมือนที่ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล เคยบอกว่า บอลไทยไปบอลโลก ให้ไปนอนแล้วฝันเอาก็แล้วกัน

ขอให้มองกันยาวๆ รอให้เรามีรากฐานที่มั่นคงแข็งแรงเต็มที่เสียก่อน โดยไปกวาดแชมป์ระดับเอเชียตั้งแต่รุ่นเด็กยันโตอย่างสม่ำเสมอ ผงาดคว้าเหรียญใดเหรียญหนึ่งในเอเชียนเกมส์ให้ได้ (ผลงานดีสุดเคยคว้าที่ 4 มา 3 สมัย) และสามารถผ่านเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายศึกเอเชียน คัพ จนเคยตัวซะก่อน

เพราะถึงตอนนั้น แม้แข้งไทยจะได้ไปร่วมบอลโลกครั้งแรกด้วยการเป็นเจ้าภาพ ก็คงไม่ขี้เหร่จนต้องอายใคร

ว่าแต่ว่า เมื่อเราได้ทุ่มเทเดินหน้าประเมินถึง ความเป็นไปได้ “บอลไทยไปบอลโลก” แบบละเอียดถี่ถ้วนตรงไปตรงมาแล้ว เราต้อง ยอมรับความจริง ด้วยว่า ผลแท้จริงที่ออกมามันเป็นยังไง

หากเป็นไปได้ก็ทำให้ฝันเป็นจริงซะ พวกเราจะได้เห็นทีมไทยในบอลโลกชาตินี้

หากมันเป็นไปไม่ได้เลย ก็อย่าเกาะกระแสแล้วเงียบไป พอถึงเวิลด์คัพ 2014 ที่บราซิล ค่อยออกมาโหนกระแสกันใหม่ 

นานาทัศนะคนวงการกีฬาไทย

ลองมาดูความคิดเห็นของบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงโค้ชและนักเตะดูก็แล้วกัน ว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับเรื่อง “บอลไทยไปบอลโลก”

“บังยี” วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และบอร์ดบริหารสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่แอฟริกาใต้

“ความหวังของทีมชาติไทยในการผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกนั้น ตอนนี้ฟุตบอลลีกอาชีพบ้านเรากำลังเติบโตและพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างทรัพยากรนักเตะฝีเท้าดีที่มีความเป็นมืออาชีพป้อนเข้าสู่ทีมชาติในอนาคต ผมเชื่อว่าในปี 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ ทีมไทยเราน่าจะมีโอกาสลุ้นเบียดกับทีมใหญ่ๆ ของเอเชียมากขึ้นในรอบคัดเลือก ส่วนจะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้หรือไม่นั้นก็แล้วแต่จังหวะ แต่เมื่อถึงปี 2018 นั้น ลีกของไทยน่าจะแข็งแรงเต็มที่ ทำให้มั่นใจว่ามีโอกาสสูงที่ทีมชาติไทยน่าจะได้ไปฟุตบอลโลกเสียที”

ส่วนเรื่องการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพนั้น นายกลูกหนังไทยเคยบอกไว้ว่า มันไม่ใช่เรื่องตลกขำๆ กันเล่น แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน ซึ่งคงไม่ใช่ภายใน 10 ปีนี้แน่ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณเป็นแสนล้านเพื่อนำมาสร้างสนามตามมาตรฐานของฟีฟ่า รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ก็ต้องพร้อมจริงๆ ยังต้องปรับปรุงพัฒนาอีกมาก รวมทั้งงบในการเตรียมทีมก็ต้องเต็มที่ด้วย แม้จะต้องใช้เงินมากมายมหาศาลแค่ไหนในการเป็นเจ้าภาพก็ตาม หากได้จัดก็ถือว่าคุ้มแน่นอน แต่เสถียรภาพการเมืองบ้านเราก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง หากยังเป็นอย่างทุกวันนี้คงเป็นไปได้ยากมาก

พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกไทย

“หลังจาก รมว.คลัง (กรณ์ จาติกวณิช) หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ผมในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกีฬาวุฒิสภา (กมธ.กีฬา สว.) ก็เคยเข้าไปหารือถึงความเป็นไปได้ในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก แต่รายละเอียดที่ชัดเจนถึงกฎเกณฑ์ข้อระเบียบที่ถูกต้องนั้น คงต้องรอให้นายกสมาคมฟุตบอลฯ (วรวีร์ มะกูดี) กลับจากแอฟริกาใต้เสียก่อน แล้วเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมานั่งสัมมนาคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว เดี๋ยวจะโดนคนด่าว่าขนาดซีเกมส์ยังเพิ่งตกแค่รอบแรกเอง แล้วยังกล้าคิดเป็นเจ้าภาพบอลโลกอีกเหรอ”

นอกจากนี้ “บิ๊กจา” ยังมั่นใจว่าความสามารถนักกีฬาไทยเรานั้นสามารถสู้ได้ในระดับโลก ไม่เว้นแม้แต่นักฟุตบอลของเรา แต่ขอให้ทุ่มเทสร้างทีมและพัฒนากันอย่างจริงจังก็แล้วกัน ซึ่งต้องอาศัยทุกฝ่ายช่วยกัน

“โค้ชหรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน อดีตเฮดโค้ชทีมชาติไทย และผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากร สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (สพก.) กรมพลศึกษา ซึ่งเพิ่งรับนโยบายจาก ชุมพล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ให้ร่วมกับ กกท. และสมาคมฟุตบอลฯ จัดทำแผนงานกำหนดรายละเอียดทุกด้านที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติกับเป้าหมายบอลไทยไปบอลโลก

“มันก็ไม่ถึงกับเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่อันดับแรกเราต้องประเมินตัวเองก่อนว่าอยู่ที่ตรงไหน ไทยยังไม่ถึงขั้นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ปัจจุบันรั้งอันดับ 16 เอเชีย ตอนนี้เก่งแค่อยู่ในระดับอาเซียน ดังนั้นต้องพยายามไปให้ถึงระดับเอเชียก่อน แล้วจึงหวังไปบอลโลกซึ่งคัดเอาเอเชียไปแค่ 4-5 ทีมเท่านั้น เราอย่ามามองใกล้ๆ แค่ปี 2014 เลย เร็วสุดน่าจะเป็นปี 2018 หรือ 2022 โดยต้องเตรียมนักเตะวัยละอ่อนตั้งแต่วันนี้ และน่าจะเสนอเป็นวาระแห่งชาติด้วย โดยวางแผนงานระยะกลาง 8 ปี หรือระยะยาว 12 ปีขึ้นไปเลย”

อาจารย์หรั่ง บอกอีกว่า การวางแผนพัฒนาบอลไทยต้องมี 4 M คือ MAN - บุคลากร MONEY - งบประมาณที่เพียงพอ MATERIALS – ความพร้อมด้านวัสดุอุปกรณ์ และ MANAGEMENT - การบริหารจัดการที่ดี หากทำได้จริงตามแผนก็น่าจะทำให้ฝันเป็นจริงได้ แต่ส่วนใหญ่เมื่อล้มเหลวก็เลิกรากันไป พอถึงบอลโลกครั้งใหม่ก็มาฟื้นฟูกันใหม่ทุกที

ส่วนการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพบอลโลกนั้น การเมืองน่าจะมีผลอย่างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินและนโยบาย เพราะต้องยอมรับว่าการเมืองไทยไม่เคยนิ่งเอาซะเลย ทำให้นโยบายเปลี่ยนแปลงได้ตลอด เปลี่ยนรัฐบาลทีไร การดำเนินงานหรือโครงการต่างๆ ก็ต้องสะดุดทุกที

“ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย นักฟุตบอลทีมชาติไทย สังกัดสโมสรเมืองทองฯ ยูไนเต็ด

“ผมว่าต้องวางแผนกัน 20-30 ปีโน่นแหละ ภายใน 10 กว่าปีนี้ยังเป็นไปไม่ได้หรอก แล้วต้องพัฒนาเรื่องระบบการจัดการให้เป็นจริงเป็นจัง อย่างกรณีสตาฟฟ์โค้ชก็มักเป็นแบบพาร์ตไทม์เฉพาะกิจ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ควรจะตั้งทีมงานแบบถาวรหรือระยะยาวหน่อย จะได้ทุ่มเทกันเต็มที่ ที่สำคัญต้องนำเอาเรื่องโภชนาการและวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้อย่างเต็มที่ เหมือนกับที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้สามารถทำสำเร็จจนพัฒนาขึ้นมาได้เร็วมาก เพราะนักเตะของเขาก็ไม่ได้ใหญ่กว่าเรามากมาย มีเพียงบางคนเท่านั้น แต่เขามีความแกร่งกว่าเราเยอะ”

ดาวยิงทีมชาติไทยยังเสริมด้วยว่า การที่บอลไทยไปบอลโลกนั้น เขาเชื่อว่าการร่วมโม่แข้งศึกเวิลด์คัพในฐานะเจ้าภาพน่าจะเป็นไปได้ก่อนการผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายซะอีก 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ