การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้ว

วันที่ 02 ต.ค. 2560 เวลา 19:20 น.
การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้ว
โดย...ส.สุดโต

เราชาวพุทธ ได้ยินผู้ที่ปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก เช่นสภาปฏิรูปแห่งชาติ เสนอความคิดเห็นให้มีการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา เนื่องจากพระภิกษุสามเณรบางรูปซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่เป็นเป็นบ่อเกิดแห่งศรัทธา เช่นบางรูป บางสำนักถึงกับดัดแปลงหลักธรรมคำสอนให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เพื่อหาประโยชน์ใส่ตน เป็นที่เอือมระอาของพุทธศาสนิกชนที่จงรักภักดีต่อพระพุทธศาสนา จนกระทั่ง สภาปฏิรูปแห่งชาติจึงเสนอให้มีการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.เรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุสงฆ์  2.เรื่องปัญหาพระสงฆ์ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม ไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัย อันนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธา 3.เรื่องการทำพระะรรมวินัยให้วิปริตและการประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัย 4. เรื่องฝ่ายอาณาจักร ที่จะต้องเข้าไปสนับสนุน ปกป้อง คุ้มครองกิจการฝ่ายศาสนจักร และเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ครม. ส่งเรื่องให้ มหาเถร สมาคมดำเนินการต่อ ซึ่งมหาเถรสมาคมมอบให้พระพรหมมุนี พระพรหมบัณฑิต และพระพรหมโมลี ไปกำหนดกรอบปฏิรูปพระพุทธศาสนา 6 ด้าน บวก หนึ่ง ได้แก่ 1.ด้านการปกครอง 2.ด้านศาสนศึกษา 3.ด้านศึกษาสงเคราะห์ 4.ด้านการเผยแผ่ 5.ด้านสาธารณูปการ 6.ด้านสาธารณสงเคราะห์ และ 7.พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา

จากนั้นก็มีคณะกรรมการจัดระดมความคิดเห็นจากพระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร  ตั้งแต่มิถุนายน 2558 พร้อมทั้งยกร่างแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์ 5 ปี  และจะสามารถรับรูผลแห่งการปฏิรูปได้ ตั้งแต่ มกราคม 2560- 2563

ปี พ.ศ. 2560 เดินทางมาถึงเดือนที่ 10 แล้ว ไม่มีใครเห็นการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปฯ ที่คณะทำงานจัดร่างขึ้นมา นอกจากได้ทราบว่า

คณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์ฯ (คปพ.)  จัดทำแผนเพื่อของบประมาณจากรัฐในปีงบประมาณ 2561  จำนวนเงิน 1,582,740,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์

แต่เราชาวพุทธมิได้สิ้นหวังเสียทีเดียว มีคำสั่งจากพระเถระที่เป็นเจ้าคณะผู้ปกครอง ที่มีชื่อเรียกว่าเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ  ได้แก่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท)  เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง สมด็จพระวันรัต (จุนทน์) เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต พระพรหมจริยาจารย์ (สงัด) เจ้าคณะใหญ่หนใต้ และ พระวิสุทธิวงศาจารย์(วิเชียร) เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เรื่องให้พระสังฆาธิการตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษพระภิกษุสามเณรในปกครอง

1.ที่มีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิดของตน (ให้ตรวจสอบทั่วราชอาณาจักร) 2.พระเณรที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทั่วราชอาณาจักร 3.พระเณรที่วิพากษ์วิจารณ์แรงๆ  กระทบต่อความมั่นคงต่อสถาบันหลักคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  4.พระเณรที่ไม่สำรวม เช่นการใช้โทรศัพท์มือถือในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม 5.พระเณรที่ไม่เคร่งครัดในหลักธรรมวินัย 6.พระเณรที่ไม่รักษาพระธรรมวินัย 7.พระเณรทีมีความประพฤติเสียหายเป็นโลกวัชชะ และ 8. พระเณรที่ประพฤติผิดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และกฎหมายบ้านเมือง

ในคำสั่งคาดโทษพระสังฆาธิการที่ไม่ดำเนินการ หรือย่อหย่อนในการสำรวจตรวจสอบ กวดขัน ควบคุมพฤติกรรม หรือลงโทษพระภิกษุสามเณรในปกครอง และไม่จัดการตามกฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ หรือประกาศมหาเถรสมาคม กับพระภิกษุสามเณรผู้มีพฤติกรรมข้างต้น ย่อมต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ

ถ้าพระสังฆาธิการดำเนินการแล้ว แต่ไม่สามารถให้เป็นไปตามนั้น ให้เร่งประสานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอการสนับสนุนและอารักขาจากทางราชการ

ตามคำสั่งดังกล่าวนี้ มีผลให้พระสงฆ์ทุกระดับวิจารณ์กันว่า ดงขมิ้นร้อนฉ่า ทีเดียว เป็นการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา และคณะสงฆ์ที่เห็นผลทันตา

และยิ่งร้อนมากขึ้นเมื่อ พระพรหมดิลก เจ้าคณะ กรุงเทพมหานคร ออกประกาศ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 เรื่องห้ามติดแผ่นป้ายโฆษณาพระพุทธรูป พระเครื่อง วัตถุมงคลและเทวรูปในที่ต่างๆ โดยสั่งให้เจ้าคณะเขต ออกสอดส่องไม่ให้ตั้งเทวรูป ไม่ให้มีพุทธพาณิชย์ในอุโบสถ หรือ พระอุโบสถ ทุกวัด และในส่วนภูมิภาคให้ปฏิบัติตามหนังสือฉบับนี้ให้เรียบร้อยภายใน 1 สัปดาห์

ต้องติดตามดูว่า ออกพรรษาแล้ว (วันที 5 ตุลาคม 2560) ดงขมิ้นจะร้อนแรงขนาดไหน เพราะตามคำสั่งของเจ้าคณะใหญ่หนต่าง ๆ เป็นคำสั่งที่สะเทือนตั้งแต่พระลูกวัด เจ้าอาวาส ขึ้นไปตามลำดับชั้นจากเจ้าคณะตำบล ถึงเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และรวมถึงเจ้าคณะหนใหญ่ที่ลงนามในคำสั่ง เพราะนี้เป็นคำสั่งให้พระปกครองพระ เป็นการปฏิรูปที่โยมไม่ต้องมาเกี่ยวข้อง