ชาวใต้จี้รัฐช่วยพักหนี้ประชาชน แก้โควิดให้มีประสิทธิภาพ

วันที่ 01 ส.ค. 2564 เวลา 09:09 น.
ชาวใต้จี้รัฐช่วยพักหนี้ประชาชน แก้โควิดให้มีประสิทธิภาพ
เปิดดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนภาคใต้เดือนก.ค.ลดลง เสนอรัฐบาลช่วยพักหนี้ประชาชน และจัดการปัญหาโควิด19 อย่างมีประสิทธิภาพ แนะทุกจังหวัดทำวันสต๊อปเซอร์วิสให้บริการประชาชนเรื่องโควิด เร่งแจกชุดตรวจ Antigen Test Kit

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการ ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกรกฎาคม 2564 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนกรกฎาคม (39.60) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤภาคม (40.90) และเดือนมิถุนายน (40.10)

ดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง เช่น ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน การออมเงิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ปัจจัยลบที่สำคัญมาจากสถานการณ์ระบาดของโควิด -19 ระลอก 4 สายพันธุ์เดลต้าที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ภาครัฐต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ขั้นสูงสุด ในพื้นที่ 13 จังหวัดสีแดงเข้ม ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส อยุธยา ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นระลอกนี้ยังส่งผลกระทบถึงระบบสาธารณสุขของไทย ที่เผชิญข้อจำกัดทั้งสถานที่ดูแลรักษาผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ จึงมีความจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการจ้างงานในวงกว้าง และมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ทรุดตัวลง

ครัวเรือนมีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับภาวะการครองชีพ โดยความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการระบาด ได้ส่งผลกระทบต่อมุมมองเกี่ยวกับรายได้และการจ้างงานให้ปรับลดลงอย่างมาก

ในขณะที่มาตรการเยียวยาจากทางภาครัฐ คาดว่าจะช่วยประคองการดำรงชีพที่จำเป็นของประชาชน แต่ไม่สามารถชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวม

การออกมาตรการเยียวยาผลกระทบต่อลูกจ้างและนายจ้างทั้งในและนอกระบบประกันสังคมของภาครัฐภายใต้วงเงินเบื้องต้น 7,500 ล้านบาท สะท้อนเจตนาที่ภาครัฐต้องการควบคุมโควิด-19 และพยายามชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่าที่พอจะทำได้

หากแต่การช่วยเหลือลูกจ้างและนายจ้าง ทั้งในและนอกระบบประกันสังคม ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มอื่น ๆ ในห่วงโซ่ธุรกิจหรือซัพพลายเชน ที่ได้รับผลกระทบตามมาเป็นทอด ๆ ซึ่งสถานการณ์ข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง หากเหตุการณ์คลี่คลายลงในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ผลกระทบคงเป็นเพียงภาวะชั่วคราว

แต่หากเหตุการณ์ลากยาวออกไปโดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันไม่ลดลงตามที่คาด ก็มีความเสี่ยงที่มูลค่าความเสียหายจะมากขึ้นและครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจากการล็อกดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม แต่ยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงต่อเนื่อง และเกิดคลัสเตอร์ใหม่ จนทำให้โรงพยาบาลไม่เพียงพอรองรับผู้ป่วย

หากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศยังไม่คลี่คลายลง คาดว่าภาครัฐอาจจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลผลกระทบเพิ่มเติม ในขณะเดียวกันหากสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลายลง คาดว่าภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีแรงส่งมากขึ้น

โดยใช้งบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้หากภาครัฐมีการบริหารจัดการที่ดีและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คาดว่าในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดจะลดอย่างชัดเจน

และในไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ อันจะทำให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ โดยประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 และดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ

จากการสัมภาษณ์ประชาชนภาคใต้ ในหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น แนวทางการแก้ไข และความคิดเห็นต่อมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ มีดังนี้

1. จากการล็อกดาวน์กรุงเทพฯ และพื้นที่สีแดงเข้มหรือพื้นที่ควบคุมสูงสุด จ.สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส อยุธยา ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้ขาดรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงต่อค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับหนี้สิน ที่ต้องชำระทุกเดือน

จึงขอเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือในเรื่องการพักหนี้แก่ประชาชน โดยไม่ต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย ในช่วงระยเวลา 3 เดือน หรือจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น โดยขอให้ภาครัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ย ที่เกิดขึ้นในช่วงการพักหนี้

2. ภาครัฐควรมอบหมายให้สำนักงานจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละจังหวัด ทำงานบูรณาการกับสาธารณสุขของแต่ละจังหวัด ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยให้บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19

ข้อควรปฏิบัติของผู้ที่ทราบว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 ทั้งที่มีอาการและไม่มีอาการ จำนวนสถานพยาบาล จำนวนเตียงของสถานพยาบาลในแต่ละแห่งที่สามารถรองรับผู้ป่วยสีแดง รวมถึงสถานที่รองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการ แต่ไม่สามารถกักตัวที่บ้านได้ (Home Isolation)

3. ภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณในการแจกชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเอง ( Rapid Antigen Test Kit) แก่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อรีบหาผู้ติดเชื้อทั้งที่แสดงอาการและไม่แสดงอาการให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้แยกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ให้ไปแพร่เชื้อแก่ผู้อื่น โดยทำการกักตัวและรักษาตามอาการ

สำหรับผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ ให้รับประทานยาแคปซูลฟ้าทะลายโจร หรือยาสมุนไพรอื่น ๆ ที่เหมาะสม อีกทั้งนำแพทย์แผนไทยเข้ามาช่วยในการจัดหาสมุนไพรที่เหมาะสม และช่วยแนะนำการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ด้วยสมุนไพร

4. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรกำหนดให้การแก้ปัญหาโควิด-19 และการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นวาระแห่งชาติ โดยการทำงานเชิงรุก และหวังผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน โดยการมอบหมายงานต่าง ๆ ให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

อีกทั้งมีการกำหนดวันเวลาสุดท้ายที่หน่วยงานนั้น ๆ จะต้องทำให้เสร็จ (Deadline) หากหน่วยงานใดไม่สามารถทำได้ตามกำหนดเวลา อาจจะมีการลงโทษกับผู้บริหารของหน่วยงานนั้น

5. หากพบคลัสเตอร์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนมากในสถานที่ใด หากเป็นไปได้ ภาครัฐควรจัดทำสถานที่กักตัว หรือสถานพยาบาลสนามที่แห่งนั้น เพื่อไม่ให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ต้องเดินทางไปแพร่เชื้อโควิด-19 ไปที่อื่นต่อไป

ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 35.20 และ 39.50 ตามลำดับ

ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 36.80 และ 34.70 ตามลำดับ

ความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 30.50 , 33.70 และ 36.40 ตามลำดับ

ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือค่าครองชีพ คิดเป็นร้อยละ 28.50 รองลงมา คือราคาสินค้าสูง และราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ คิดเป็นร้อยละ 22.10 และ 14.90 ตามลำดับ

“ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่ มองว่ารัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก คือการพักหนี้ของประชาชน รองลงมา คือการจัดการโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ การชดเชยที่เหมาะสม และลดค่าครองชีพ ตามลำดับ”