ก.ล.ต. ออกมาตรการยกระดับ KYC โบรกเกอร์ ปิดช่องโหว่ฟอกเงิน ดีเดย์ต้น เม.ย.69
ก.ล.ต. เตรียมออกมาตรการยกระดับ KYC ต้น เม.ย.69 ปิดทางโจรฟอกเงินผ่านโบรกเกอร์ เชื่อมข้อมูลสกัดธุรกรรมผิดปกติ แก้ปมเงินค้างบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ระบุเจ้าของไม่ได้ พร้อมคุมเข้ม Finfluencer
KEY
POINTS
- ก.ล.ต. เตรียมยกระดับมาตรฐานการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) ทั้งอุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อป้องกันการใช้บัญชีเป็นช่องทางฟอกเงินของมิจฉาชีพ
- ปจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างจัด Focus Group ร่วมกับ ASCO ภาคอุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์ และ ปปง.
- มาตรการยกระดับ KYC ทั้งหมด คาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569
ในยุคที่เทคโนโลยีทางการเงินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายรูปแบบ เช่น การแพร่ระบาดของมิจฉาชีพ การกำกับดูแลฟินฟลูเอนเซอร์ (Finfluencer) และการผลักดันตลาดทุนไทยให้เข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเตรียมออกมาตรการยกระดับการทำความรู้จักลูกค้า (KYC : Know Your Customer) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD : Customer Due Diligence) ทั้งอุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมทางการเงินที่มีความซับซ้อนขึ้นในปัจจุบัน
การยกระดับ KYC ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการใช้บัญชีของบริษัทหลักทรัพย์เป็นทางผ่านในการฟอกเงินหรือหมุนเวียนเงินของมิจฉาชีพ หลังจากที่มีการคุมเข้มในฝั่งธนาคารแล้วมิจฉาชีพจึงพยายามหาช่องทางอื่น, ก.ล.ต. ต้องการปิดช่องโหว่ไม่ให้โจรใช้การ “เปลี่ยนเสื้อ” หรือหรือฟอกเงินได้ง่าย
เขาเน้นย้ำว่า มาตรฐานของระบบโบรกเกอร์ไทยนั้นดีอยู่แล้ว แต่ต้องยกระดับให้เท่าทันพฤติกรรมออนไลน์ที่รวดเร็ว เพราะปัญหาบัญชีม้าและการหลอกลวงลงทุนถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ จะเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ตลท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และตำรวจไซเบอร์ ผ่านโครงการ “Connecting the Dots” เพื่อแชร์ข้อมูลเส้นทางเงิน แทนที่จะต่างคนต่างดู ข้อมูลจะถูกนำมาวิเคราะห์ (Data Analytic) เพื่อตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติให้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และสกัดกั้นได้ทันท่วงที ก่อนที่ความเสียหายจะขยายวงกว้าง
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. มีแผนจัด Focus Group เกี่ยวกับมาตรการยกระดับ KYC และ CDD โดยร่วมมือกับ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO), ภาคอุตสาหกรรม และ ปปง.
โดย ก.ล.ต. ได้เชิญ ปปง. มาหารือเพื่อเชื่อมเกณฑ์ KYC/CDD ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และช่วยอำนวยความสะดวกให้บริษัทหลักทรัพย์ สามารถปฏิบัติตามกฎหมายฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สายงานควบคุมการปฏิบัติงาน (Compliance) ของบริษัทหลักทรัพย์ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เห็นหน้างานจริงและรู้ว่ามาตรการใดทำได้จริงหรือจะเป็นภาระมากเกินไป
“ขณะนี้ ก.ล.ต. ได้ภาพรวมทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการทำ Focus Group โดยคาดว่าจะมีการประกาศแพ็กเกจมาตรการยกระดับ KYC ทั้งอุตสาหกรรม ในช่วงต้นเดือน เม.ย.2569”
นอกจากนี้ การโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และ “ค้างในระบบ” หรือไม่สามารถระบุเจ้าของได้ (Unidentified) เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำนักงาน ก.ล.ต. พบเห็นบ่อยครั้งในปัจจุบัน ซึ่งมักมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของมิจฉาชีพและการหลอกลงทุน
เขาระบุว่า มิจฉาชีพมักจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ที่มีตัวตนจริง และให้เหยื่อตรวจสอบความถูกต้องของเลขบัญชีธนาคารของบริษัทหลักทรัพย์นั้น ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เมื่อเหยื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์จริง จึงยอมโอนเงินเข้าไป เช่น ยอดเงิน 10,000 บาท แต่หลังจากนั้นมิจฉาชีพจะเปลี่ยนข้อมูลหรือหลอกให้เหยื่อทำธุรกรรมอื่นต่อ
ผลที่ตามมาคือ เงินจำนวนนั้นจะเข้าไปอยู่ในบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์จริง แต่ทางบริษัทหลักทรัพย์จะไม่ทราบว่าเงินนั้นเป็นของใคร เนื่องจากเป็นการโอนเข้ามาโดยไม่มีการแจ้งยืนยันตัวตนหรือไม่มีบัญชีซื้อขายที่ชัดเจนรองรับ
เขาให้ข้อมูลว่า เงินลักษณะนี้มีปริมาณ “เยอะมาก” และกระจายอยู่ในหลายบริษัทหลักทรัพย์ เงินที่ค้างในระบบเหล่านี้ถือเป็น “ภาระ” ของบริษัทหลักทรัพย์ เพราะบริษัทหลักทรัพย์ไม่สามารถนำเงินไปใช้ประโยชน์ได้ และต้องเก็บไว้รอการตรวจสอบ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีการแสดงตัวเมื่อใด นอกจากนี้ หากมีการโอนเงินกลับไปผิดบัญชี อาจทำให้บริษัทหลักทรัพย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรบัญชีม้าโดยไม่ตั้งใจได้ ซึ่ง ก.ล.ต. ได้ตระหนักถึงเงินค้างในบัญชีบริษัทหลักทรัพย์นี้เช่นกัน โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
ในส่วนของการกำกับดูแลฟินฟลูเอนเซอร์ (Finfluencer) ทาง ก.ล.ต. ตระหนักถึงอิทธิพลของคนกลุ่มนี้ที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้คำแนะนำการลงทุนโดยไม่มีใบอนุญาต ก.ล.ต. จึงได้นำโมเดลการกำกับดูแล 3 รูปแบบ มาพิจารณา คือ 1. การดึงเข้ามากำกับดูแลตามกฎหมาย 2. การปล่อยให้กลไกตลาดคัดกรองเอง (Organic) และ 3. การสร้างความร่วมมือเป็นพันธมิตร (Partnership) เพื่อให้ความรู้
โดยจจุบัน ก.ล.ต. เลือกรูปแบบที่ 3 ใช้วิธีการให้ความรู้และสร้างมาตรฐานร่วมกัน โดยมีการจัดอบรม Finfluencer ไปแล้วหลายรุ่น และเตรียมจัดอบรมอีกในปีนี้ เพื่อให้เข้าใจขอบเขตที่สามารถทำได้และไม่ได้


