นายทุนยอมรื้อรีสอร์ทดัง"กระท่อมริมธาร"รุกที่อุทยานเขาแหลม

วันที่ 17 ก.ย. 2563 เวลา 12:43 น.
นายทุนยอมรื้อรีสอร์ทดัง"กระท่อมริมธาร"รุกที่อุทยานเขาแหลม
กาญจนบุรี-นายทุนยอมรื้อรีสอร์ทดัง"กระท่อมริมธาร"รุกที่อุทยานเขาแหลมดำเนินการแล้ว5เหลืออีก9หลังคาดเสร็จสิ้นก.ย.63

ความคืบหน้ากรณีนายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3(บ้านโป่ง) มอบหมายให้นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม นายสุภาพ งามทองเหลือง ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม พร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม นำป้ายประกาศคำสั่งไปติดตั้ง ให้ผู้ประกอบการ รีสอร์ท “กระท่อมริมธาร”เลขที่ 8/7 หมู่ 2 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี รื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปให้พ้นเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เป็นครั้งสุดท้าย ภายใน 7 วัน โดยเจ้าหน้าที่ได้นำป้ายประกาศข้างต้นไปติดตั้ง ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย.63 ที่ผ่านมา มีกำหนดให้รื้อถอนแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 ก.ย.63 สำหรับ กระท่อมริมธาร สร้างบ้านพัก จำนวน 14 หลัง รุกที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17ก.ย.63 เวลา 09.00 น. นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผอ.สบอ.3 (บ้านโป่ง) ได้สั่งการให้นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม นายสุภาพ งามทองเหลือง พร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรีสอร์ท โดยได้รับรายงานจากนายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ว่านายกิตติพงศ์ ต้นสมบูรณ์ และนางสมหวัง ต้นสมบูรณ์ อดีตข้าราชการครู เจ้าของรีสอร์ท "กระท่อมริมธาร"ยินยอมที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้ง 14 หลังเริ่มดำเนินการรื้อถอนบ้านพักมาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.โดยรื้อถอนเสร็จไปแล้ว จำนวน 5 หลังจากทั้งหมด 14 หลัง ส่วนที่เหลือ จำนวน 9 หลัง ผู้ประกอบการกำลังทยอยทำการรื้อถอน จากสภาพคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไม่เกินวันที่ 30 ก.ย.นี้

จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯโดยอุทยานแห่งชาติเขาแหลม จะนำพื้นที่ที่ถูกบุกรุก จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา มาดำเนินการเร่งฟื้นฟูให้กลับมาเป็นผืนป่าดังเดิม เพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่และคนไทยทุกๆ คน ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของ นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

สำหรับ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ ปี 2562 มีโทษค่อนข้างรุนแรง ทำให้นายทุนต้องยอมถอย โดยเฉพาะมาตรา 35(2) ที่ระบุเอาไว้ว่า ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 35 (2) ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 1 -3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้นั้นยังต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง แต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่มีที่อยู่อาศัย และมีที่ทำมาหากินตั้งแต่ดั้งเดิม ยกเว้นประชาชนผู้ที่เป็นนอมินี ให้กับกลุ่มนายทุน

ด้าน นายเทวินทร์ เผยว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทางผู้ประกอบการยินยอมที่จะดำเนินการรื้อถอนด้วยตนเอง เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับรัฐเป็นค่ารื้อถอน อีกทั้งทรัพย์สินที่รื้อถอนออกไปผู้ประกอบการยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องถูกเจ้าหน้าที่นำไปประมูลเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนด้วย ส่วนเรื่องของคดีก็ดำเนินการไปตามกฎหมายต่อไป

บทความแนะนำ