พ่อค้าหอยกัดไม่ปล่อย3ตำรวจขู่รีดเงิน ลั่น"นิ้วไหนร้ายต้องถูกตัดทิ้ง"

วันที่ 23 พ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.
พ่อค้าหอยกัดไม่ปล่อย3ตำรวจขู่รีดเงิน ลั่น"นิ้วไหนร้ายต้องถูกตัดทิ้ง"
สุราษฎร์ธานี- พ่อค้าหอยลั่น"นิ้วไหนร้ายต้องถูกตัดทิ้งให้เป็นแบบอย่างตำรวจรุ่นหลัง" กัดไม่ปล่อยดำเนินถูกคดี3ตร.กรรโชกทรัพย์รีดเงิน5ล้าน

กรณีตำรวจสังกัด บก.สส.ภาค 8 จำนวน 3 นายจับกุมนายอนุชา บินมูซา หรือบังหมัด อายุ 46 ปี พ่อค้ารับซื้อลูกหอยแครงจากชาวประมงพื้นบ้านโดยอ้างทำผิดกฎหมายประมงจนถูกชาวบ้านกว่า 200 คนล้อมรถยนต์ที่ชุมชนบางสำโรง หมู่ 4 ต.ท่าทองใหม่ อ.กาญจนดิษฐ์ เนื่องจากมีการใช้อาวุธปืนข่มขู่และอ้างว่ามีการเรียกเงิน 5 ล้านบาทแลกไม่ดำเนินคดี โดยมีคำสั่งให้ตำรวจทั้ง 3 นายมี ร.ต.อ.อดิศักดิ์ ชูประเสริฐ รอง สว.ฝ่ายอำนวยการ ภ.จว.พังงา ด.ต.พิเชษฐ์ ชูรัตน์ ผบ หมู่ (สส) กก.สว.2 บก.สส.ภ.8 และ ด.ต.ธันยพงศ์ ตั้นวิริยะวงศ์ ผบ.หมู่ (สส)กก.สส.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ไปประจำที่ ศปก.ภาค 8 และถูกนายอนุชา แจ้งความในข้อหากรรโชกทรัพย์ พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2563 ที่ สภ.กาญจนดิษฐ์ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตำรวจภูธรภาค 8 ที่มี พ.ต.อ.วิทยา วังส์ด่าน รอง ผบก.สส.ภาค 8 เป็นหัวหน้าคณะได้มอบให้ พ.ต.อ.ณพชร เขียดแก้ว ผกก.กองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กก.สส.ภาค 8 มาสอบปากคำนายอนุชา ผู้เสียหายและพยาน 2 ปากมีนายพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว อดีตกำนัน ต.ทุ่งกง อ.กาญจนดิษฐ์และที่ปรึกษาสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี และผู้ชายอีก 1 คนเป็นคนขับรถนายอนุชา ที่อยู่ในที่เกิดเหตุโดยมีการปิดห้องสอบควบคู่กับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีพ.ต.อ.วิรุฬห์ สุวรรณวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เป็นหัวหน้า มีการนำภาพ 3 นายตำรวจดังกล่าวมาให้ผู้เสียหายชี้ได้ถูกต้องซึ่งในส่วนการสอบสวนคดีอาญาจะเร่งสำนวนให้เสร็จส่ง ปปช.ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

ทั้งนี้ มีรายงานว่าได้มีการสอบถามนายพงษ์ศักดิ์ รู้จักตำรวจดังกล่าวในรถยนต์หรือไม่ ซึ่งนายพงษ์ศักดิ์รู้จักเพียง 2 นายคือด.ต.พิเชษฐ์(ดาบเชษฐ์) และ ด.ต.ธันยพงศ์(ดาบขาว) เนื่องเคยทำงานอยู่ในพื้นที่และก่อนหน้านี้เคยมีตำรวจเข้าไปในชุมชนลักษณะขอเงินและจะจับกุม แต่ชาวบ้านได้โทรศัพท์มาขอให้ช่วยพูดจึงได้โทรศัพท์ไปหา ด.ต.พิเชษฐ์ บอกว่าชาวบ้านไม่ได้ทำผิดกฎหมายประมงจึงไม่มีการจับกุม กระทั่งวันเกิดเหตุตนอยู่ในพื้นที่ อ.ท่าชนะ ได้รับโทรศัพท์ให้มาช่วยเจรจาเหตุการณ์ล้อมรถตำรวจจึงรีบมาช่วยพูดคุยจนคลี่คลาย

จากนั้น ตำรวจคณะทำงานสอบสวนทั้ง 2 คณะได้ให้นายอนุชา พาไปชี้จุดที่เกิดเหตุในชุมชนบางสำโรง หมู่ 4 ต.ท่าทองใหม่ ตั้งแต่จุดคัดแยกหอยริมแม่น้ำตาปีที่มี 1 ในตำรวจที่สะพายอาวุธปืนนำมาจี้ตัวและจะจับกุมว่ากระทำผิดกฎหมายประมง แต่นายอนุชาปฏิเสธไม่ยอมขึ้นรถและมีการเรียกเงิน 5 ล้านบาทจนมีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ไม่ปกติจึงเดินทางเข้ามาดูมากขึ้น ทำให้ตำรวจที่สะพายอาวุธปืนเห็นท่าไม่ดีรีบขึ้นรถแต่ขับออกไปไม่ได้เนื่องจากชาวบ้านมาล้อมรถขึ้น

นายอนุชา ผู้เสียหาย กล่าวว่า เหตุการณ์ขึ้นครั้งนี้วงการตำรวจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะว่าทางผู้ใหญ่เห็นความเดือดร้อนของชาวประมงพื้นบ้านไม่ได้ลักปล้นใครมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ สภ.กาญจนดิษฐ์ บริการดีทำให้สบายใจระดับหนึ่ง แต่จะไม่ปล่อยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานในคราบโจรไม่ปล่อยแน่นอน ซึ่งยังกังวลในขบวนยุติธรรมอยากได้ทนายความเข้ามาช่วย เพื่อให้กระทรวงยุติธรรมได้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐควรเอาจริงเอาจัง 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่เรื่องดังเพียง 2-3วันแล้วเงียบ

"ผมต้องการดำเนินคดีกับตำรวจทั้ง 3 นาย คือนิ้วไหนเสียให้ตัดนิ้วนั้นทิ้ง ให้เป็บแบบอย่างตำรวจรุ่นหลัง ว่าตำรวจที่ทำแบบนี้วันนี้รอดแต่วันอื่นไม่รอดความจริงจะเปิดเผยทุกวัน" นายอนุชา กล่าว

ข่าวแจ้งว่า ส่วนตำรวจทั้ง 3 นายที่มีคำสั่งไปประจำที่ ศปก.ภาค 8 จ.ภูเก็ต ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของชุดปฏิบัติการติดตามบุคคลเป้าหมายตามหมายจับค้างเก่า และการกระทำผิดทางทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่รับผิดชอบ เนื่องจากสืบสวนทราบว่าได้มีการรับซื้อขายลูกหอยที่ได้มาจากเครื่องมือทำการประมงผิดกฎหมาย และวันเกิดเหตุเข้าไปสืบสวนหาข่าวเพิ่มเติมตามที่สายข่าวรายงานและได้พบกับผู้ร้องจริง แต่ยืนยันไม่ได้มีการข่มขู่และเรียกรับเงินตามที่เป็นข่าว

รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า วงการตำรวจมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าตำรวจทั้ง 3 ซึ่งอยู่ในชุดเฉพาะกิจจากทั้งหมด 16 นายที่อยู่ใน จ.ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา ชุมพร จะถูกชิ่งทิ้งเอาตัวรอดจากการให้ข่าวต่อสังคม เพราะมีความเคลือบแคลงว่าการตั้งชุดเฉพาะกิจนี้มีวัตถุประสงค์อะไร ทำงานให้ใคร ใครเป็นหัวหน้าชุด ขณะนายทุนผู้มีอิทธิพลคอกหอยเถื่อนและรีดไถค่าคุ้มจากชาวบ้านในพื้นที่ฐานะร่ำรวยยังไม่ถูกดำเนินการใดๆ