ตำรวจภาค3ร่วมป.ป.ส.ภาค3ทำลายเครือข่ายยาเสพติดยึดทรัพย์กว่า10ล้านบาท

วันที่ 08 พ.ค. 2563 เวลา 13:37 น.
ตำรวจภาค3ร่วมป.ป.ส.ภาค3ทำลายเครือข่ายยาเสพติดยึดทรัพย์กว่า10ล้านบาท
นครราชสีมา- ตร.ภ.3 ร่วมกับ ป.ป.ส.ภาค 3 ทำลายเครือข่ายนักค้ายาเสพติด 194 เป้าหมาย ได้ของกลางยาเสพติดมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท และยึดทรัพย์สิน ได้อีกกว่า 10 ล้านบาท

พลตำรวจโทพูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 พลตำรวจตรีคีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (หัวหน้างานป้องกันปราบปรามยาเสพติด) ร่วมนายณรงค์ วรหาญ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 3 แถลงผลปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเพื่อทำลายเครือข่าย และยึดทรัพย์นักค้ายาเสพติดตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยปฏิบัติการร่วมกับตำรวจภูธรภาค 8 สืบสวนขยายผลจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดชุมพรคดีไอซ์ 298 กิโลกรัม

พื้นที่ สภ.บ้านมาบอำมฤต จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 9 หมายจับ 3 หมายค้น จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 4 คน และยึดรถยนต์ได้ 4 คัน ปิดล้อมตรวจค้นจับกุมเพื่อทำลายเครือข่ายนักค้ายาเสพติด ระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2563 โดยตำรวจภูธรภาค 3 ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 3 ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการ 194 เป้าหมายจับกุมผู้ต้องหาได้ 156 คนเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ 8 คนและของกลางยาบ้า 235,096 เม็ด ไอซ์ 870.88 กรัม กัญชา 182.10 กรัม รวมมูลค่า 27,521,900 บาท ,ตรวจยึดทรัพย์สิน เป็นรถยนต์ 14 คัน ,รถจักรยานยนต์ 10 คัน ,ทองคำและเงินสด รวมมูลค่า 10,497,800 บาท

พลตำรวจโทพูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กล่าวว่า ผลปฏิบัติการร่วมในครั้งนี้ เป็นการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดชาวลาว ที่ลักลอบเข้ามาค้ายาเสพติดในไทย ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายในที่ประชุม Conference วันนี้ ว่า ให้เร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วนเน้นจับกุมกวาดล้างเครือข่ายและยึดทรัพย์สินของกลาง เพื่อไม่ให้เครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด นำไปต่อยอดขยายผลสร้างเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ให้ปราบปรามแหล่งผลิตและขยายผลลงไปถึงแหล่งพักยา ในแต่ละภูมิภาค ทั้งบริเวณชายแดนและพื้นที่ภายใน เพื่อทำลายข่ายการค้ายาเสพติดให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราบปรามจับกุมดำเนินคดีผู้กระทําผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อลดปัญหายาเสพติดในภาพรวมอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืน