สูงสุดเป็นประวัติการณ์!เตือนคนกาญจน์รับมือเขื่อนศรีฯปล่อยน้ำ32ล้านลบ.ม./วัน

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 11:14 น.

สูงสุดเป็นประวัติการณ์!เตือนคนกาญจน์รับมือเขื่อนศรีฯปล่อยน้ำ32ล้านลบ.ม./วัน

กาญจนบุรี-เขื่อนศรีนครินทร์ปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่วันที่ 14-30 ก.ย.61 มากกว่าตอนช่วยก๊าซธรรมชาติบงกชลดกำลังการผลิตเมื่อปี52เตือนท้ายเขื่อนเตรียมรับมือ

เมื่อวันที่ 11ก.ย.61 นายประเสริฐ อินทับ ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ (อขศ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ปัจจุบัน ระดับน้ำ 176.43 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ปริมาณที่กักเก็บ 16,286.53 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 91.78% ของปริมาณกักเก็บปกติ ซึ่งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ยังไม่มีแนวโน้มลดลง และเพื่อเป็นการรักษาระดับน้ำไม่ให้สูงเกินเกณฑ์ควบคุม กฟผ.เขื่อนศรีฯจึงขอเพิ่มปริมาณการระบายน้ำผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาจากวันละ 28 ล้าน ลบ.ม.เป็นวันละ 32 ล้าน ลบ.ม.ตั้งแต่วันที่ 14-30 ก.ย.61 ทั้งนี้ในช่วงวันเวลาดังกล่าวจะมีการประเมินสถานการณ์น้ำ และหากมีการปรับแผนการระบายน้ำจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน

สำหรับระยะทาง และระยะเวลาการเดินทางของน้ำที่ไหลจากเขื่อนศรีนครินทร์ไปตามลำน้ำแควใหญ่ไปจนถึงอำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งมีสถานีโทรมาตร กฟผ. 2 สถานี รวมระยะทางทางน้ำประมาณ 84.7 กม. ขณะที่เขื่อนท่าทุ่งนา บ้านท่าทุ่งนา หมู่ที่ 1 ตำบลช่องสะเดา อำเภอเมืองกาญจนบุรี มีระยะทางทางน้ำประมาณ 27 กม. จากเขื่อนและสถานี TD 05 บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.เมืองกาญจนบุรี มีระยะทางทางน้ำประมาณ 68.6 กม. จากเขื่อน และห่างจากเขื่อนท่าทุ่งนา 41.6 กม. TD 04 ท่าน้ำวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) ต.บ้านใต้ อ.เมืองกาญจนบุรี มีระยะทางทางน้ำประมาณ 84.7 กม. จากเขื่อน โดยห่างจากสถานีบ้านหนองบัว 16.08 กม. และห่างจากเขื่อนท่าทุ่งนา 57.7 กม.

ซึ่งมวลน้ำก้อนแรกจะเดินทางไปถึงตัวเมืองกาญจนบุรี จะใช้เวลาประมาณ 14 ชม. โดยมวลน้ำก้อนแรกจากเขื่อนศรีฯ จะไปถึงเขื่อนท่าทุ่งนาใช้เวลาประมาณ 5 ชม. และมวลน้ำก้อนแรกจากเขื่อนท่าทุ่งนา ไปถึงตัวเมืองกาญจนบุรี จะใช้เวลาประมาณ9ชม.

เขื่อนศรีนครินทร์ เป็นเขื่อนประเภทหินถมแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดใช้งานมาเป็นระยะเวลา 37 ปี ซึ่งตลอดช่วงที่ผ่านมาไม่เคยระบายน้ำผ่านสปิลเวย์โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2545 มีระดับกักเก็บสูงที่สุดอยู่ที่ 179.63 ม.รทก. จากระดับเก็บกักสูงสุด 180 ม.รทก. แต่ในขณะนั้นก็ยังระบายน้ำในปริมาณที่น้อยกว่านี้ สำหรับการระบายน้ำจำนวน 28 ล้าน.ลบ.ม./วัน เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2555ครั้งนี้ถือเป็นการระบายน้ำจำนวนดังกล่าวในรอบ6ปี

ทั้งนี้เขื่อนศรีนครินทร์เคยระบายน้ำสูงสุดอยู่ที่ 29.24 ล้าน ลบ.ม. เมื่อวันที่ 15 ส.ค.52 เนื่องจากขณะนั้นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบงกชในอ่าวไทยมีปัญหาลดการผลิตลง 650 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะเดียวกัน แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ ยาดานา ในสหภาพพม่า มีปัญหาเช่นกัน ทำให้ก๊าซหายไปอีก 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน รวมทั้ง 2 แหล่ง หายไป 1,700 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน หรือคิดเป็นกำลังผลิตรวม 10,000 เมกะวัตต์ เกินความสามารถของโรงไฟฟ้าพลังความร้อน เพื่อไม่ให้ไฟฟ้าดับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จึงให้โรงไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่งเดินเครื่องช่วยระบบ ซึ่งเขื่อนศรีนครินทร์ เป็น 1 ในแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าหลักที่สำคัญของประเทศ โดยครั้งนั้นส่งผลให้พื้นที่ท้ายน้ำในลุ่มน้ำแควใหญ่สูงขึ้นกว่าเดิม 2 – 3 เมตร

ดังนั้นการที่เขื่อนศรีนครินทร์จะปรับแผนการระบายน้ำเพิ่มเป็น 32 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ถือว่าเป็นการระบายน้ำในปริมาณที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เขื่อนฯ เปิดใช้งานมา ซึ่งการปรับเพิ่มการระบายน้ำในครั้งนี้ก็จะทำแบบขั้นบันไดเช่นกัน แต่จะไม่ปรับเพิ่ม 4 ล้าน ลบ.ม.ในวันเดียว โดยจะค่อยๆ ปรับขึ้น 1-2 ล้าน ลบ.ม./วัน

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแควน้อย โดยภาพรวมระดับน้ำยังคงทรงตัว และบางจุดลดลงบ้างเล็กน้อย ส่วนลุ่มน้ำแควใหญ่ โดยภาพรวมระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างช้าๆ ซึ่งพบว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สถานีวัดระดับน้ำในลำน้ำแควน้อย ที่สถานี K.10 บ้านลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่ง ปัจจุบันระดับน้ำอยู่ที่ 9.42 เมตร (ระดับตลิ่ง 10.30 ม.) ยังคงต่ำกว่าตลิ่ง -0.88 เมตร ส่วนที่สถานีวัดระดับน้ำในลำน้ำแควใหญ่ ที่สถานี K.35 A บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.เมืองกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่งเช่นกัน ปัจจุบันระดับน้ำอยู่ที่ 5.21 เมตร (ระดับตลิ่ง 5.50 ม.) ยังคงต่ำกว่าตลิ่ง -0.29 เมตร ซึ่งทั้งลำน้ำแควน้อยและแควใหญ่ปริมาณน้ำที่ทั้ง 2 เขื่อนระบายเพิ่มขึ้น ยังไม่ล้นตลิ่งแต่อย่างใด แต่จะมีเพียงพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวตลิ่งเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว

 

ข่าวอื่นๆ