"อดีตผู้การฯเลย" ไม่รอดทั้งอาญา-วินัย พบเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่กรณีอมเงินลูกน้องกว่า200ล้าน

  • วันที่ 12 มิ.ย. 2561 เวลา 15:35 น.

"อดีตผู้การฯเลย" ไม่รอดทั้งอาญา-วินัย พบเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่กรณีอมเงินลูกน้องกว่า200ล้าน

ผบช.ภ.4 แถลง อดีตผบก.ภ.จว.เลย เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ไม่รอดทั้งอาญาและวินัย กรณีอมเงินลูกน้อง 229 ล้านบาท เตรียมเสนอ ผบ.ตร.เอาผิดข้อหาฉ้อโกงประชาชน

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (บช.ภ.4 ) จ.ขอนแก่น พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 เปิดเผยว่า กรณีข้าราชการตำรวจในจังหวัดเลย จำนวน 192 ราย ที่เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธร จ.เลย รวมเป็นเงิน 229 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าว มี พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รอง ผบช.สำนักงานกำลังพล อดีต ผบก.ภ.จว.เลย เป็นประธานโครงการและบริการจัดการหนี้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ แต่สุดท้ายเกิดปัญหา โดยประเด็นดังกล่าว บช.ภ.4 ได้มีการแต่งตั้ง พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 เป็นหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยังเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน บช.ภ.4 ทำการสืบสวนสอบสวนเส้นทางการเงิน รวมถึงการเรียกตัว พล.ต.ต.สุทิพย์ มาสอบสวนรายละเอียดข้อเท็จจริง 2 ครั้ง แต่ไม่มาพบ มีเพียงการส่งเอกสารายงานถึงการเอาเงินของสมาชิก โครงการบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธร จ.เลย ไปร่วมหุ้นกับสองสามีภรรยาชาวจังหวัดขอนแก่น เท่านั้น

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และชุดสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4 ได้เรียกอดีต ผบก.ภ.จว.เลย ให้มาพบเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ (13 มิ.ย.) ที่ บช.ภ. 4 หาก ไม่มาพบก็จะถูกดำเนินคดีอาญา และเอาผิดทางวินัย

ขณะที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกิดขึ้นระหว่างเดือน ม.ค.- ก.ค.2560 ที่ข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดเลย ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจนอาจถูกฟ้องบังคับคดีซึ่งจะส่งผลต่อหัวหน้าที่ราชการได้ พล.ต.ต.สุทิพย์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผบก.ภ.จว.เลยและเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย ได้เสนอโครงการกู้รวมหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลยโดยให้สมาชิกกู้เงินจากสหกรณ์นำไปชำระหนี้และปิดบัญชีสถาบันการเงินอื่นให้สมาชิกเป็นหนี้สหกรณ์แห่งเดียวเท่านั้น พล.ต.ต.สุทิพย์ จึงได้เสนอโครงการบริหารหนี้ในคราวเดียว ซึ่งจะบริหารหนี้ของสมาชิกให้หมดไปหรือลดน้อยลงแต่โครงการกลับมีปัญหาเกิดขึ้น

ผบช.ภ.4 กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนพบว่าพฤติกรรมและการกระทำ มีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่ คือการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ. ศ. 2527 และน่าจะมีเครือข่ายเชื่อมโยงไปยังผู้ร่วมกระทำผิดหลายอย่างและคดีอื่นในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ขอนแก่นมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ให้ดำเนินคดีกับนางแดง (นามสมมติ) พร้อมสามี ซึ่งโกงเงินไปมูลค่าความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท โดยพฤติกรรมในการทำความผิดแบบเดียวกันกับพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู แต่ผู้เสียหายในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดขอนแก่นนั้น มีทั้งข้าราชการระดับสูง และบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม

"ขณะนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดมีมูลค่าความเสียหายข้อเสียหายในเบื้องต้นหลายร้อยล้านบาท ถือเป็นคดีสำคัญของตำรวจภูธรภาค 4 มีมูลค่าความเสียหายจำนวนมากและน่าจะมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผู้ติดต่อสอบถามในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ต.สุทิพย์ เป็นจำนวนมาก จึงได้โอนเรื่องทั้งหมดมาที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ซึ่งมี พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 เป็นหัวหน้าคณะ เพื่อทำการสอบสวนในคดีดังกล่าวที่อาจปรากฏพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงมิมีผู้ร้องทุกข์ในคดีอื่นเชื่อมโยงกับคดีให้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนใช้อำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันด้วย และถ้าน้องประชาชนผู้ใดได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์กรณีกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนกรณีดังกล่าวให้มาแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ตำรวจภูธรภาค 4 ได้ในวันเวลาราชการ"

ผบช.ภ.4 กล่าวว่า ในส่วนของข้าราชการตำรวจในจังหวัดเลย จำนวน 192 ราย ที่เข้าร่วมและโครงการบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธร จ.เลย ว่า ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและคณะสืบสวนสอบสวน ได้มีการตรวจสอบสอบสวนจากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้นพบว่า เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ 2527 มาตรา 4, 5 ซึ่งจะมีการดำเนินคดีอาญากับพล.ต.ต.สุทิพย์ ในข้อหา ฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ 2527 และความผิดทางวินัย โดยจะทำหนังสือเสนอไปยัง ผบ.ตร.รับทราบเพื่อดำเนินการต่อไป

ข่าวอื่นๆ