สั่งประหารชีวิต6จำเลยคดีระเบิดเมืองปัตตานี

วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 18:27 น.
สั่งประหารชีวิต6จำเลยคดีระเบิดเมืองปัตตานี
ศาลปัตตานีพิพากษาประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิต 10 จำเลยที่เกี่ยวข้องกับคดีระเบิดในปัตตานี 6 เหตุการณ์

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมปัตตานีเปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 61 ศาลจังหวัดปัตตานีพิพากษาประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และจำคุก 39 ปี 12 เดือน ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.1118/60 ตามที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง จำเลยรวมกับพวกรวม 10 คน จากเหตุคดีระเบิดเมืองปัตตานี รวม 6 เหตุการณ์เหตุเกิดเมื่อ 30 เม.ย.61 ได้แก่1.นายมะซัน หรือฮากิม สาและ จำเลยที่ 1 2.นายอับดุลเลาะ หะยีอูมาร์ จำเลยที่ 2 3.นายอิบรอเฮง ยูโซะ จำเลยที่ 3 4.นายอัมรีย์ ลือเย๊าะ จำเลยที่ 4 5.นายสันติ จันทรกุล จำเลยที่ 5 6.นายอายุบ เปาะลี จำเลยที่ 6 7.นายฮามิต เจะมะ จำเลยที่ 7 8.นายอิสมาแอ ตุยง จำเลยที่ 8 9.นายรุสลัน แวหะยี จำเลยที่ 9 และ10.นายนิรอนิง นิเดร์ จำเลยที่ 10

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาประหารชีวิต นายอิบรอเฮง ยูโซะ จำเลยที่ 3, นายอัมรีย์ ลือเย๊าะ จำเลยที่ 4, นายสันติ จันทรกุล จำเลยที่ 5, นายอายุบ เปาะลี จำเลยที่ 6, นายอิสมาแอ ตุยง จำเลยที่ 8 และนายนิรอนิง นิเดร์ จำเลยที่ 10

ขณะที่ นายมะซัน หรือฮากิม สาและ จำเลยที่ 1, นายอับดุลเลาะ หะยีอูมาร์ จำเลยที่ 2, , นายรุสลัน แวหะยี จำเลยที่ 9 ประหารชีวิตแต่จำเลยทั้ง 3 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนนายฮามิต เจะมะ จำเลยที่ 7 จำคุก 39 ปี 12 เดือน

ขณะที่ญาติจำเลยได้เดินหน้าต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา เนื่องจากเชื่อว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ์

ทนายมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ให้ความเห็นในคดีนี้ว่าสืบเนื่องจากศาลรับฟังผลการซักถามประกอบ คำให้การของพนักงานสอบสวน คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่ควบคุมตัวตามอำนาจพิเศษ ประกอบกับคำให้การซัดทอดของผู้ถูกควบคุมตัว แต่ถูกเจ้าหน้าที่กันไว้เป็นพยาน โดยนำพยานดังกล่าวข้าร่วมโครงการคุ้มครองพยานจะไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งพยานเหล่านั้นอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของ เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ยังไม่มีอำนาจใดๆเลยที่สามารถเข้ามาตรวจถึงกระบวนการขั้นตอนดังกล่าวว่าทุกอย่างนั้นไม่ได้มีการบังคับให้รับสารภาพ และไม่มีการบังคับพยานเพื่อให้การต่อศาลตามที่พยานอ้างในชั้นศาล เพราะทุกครั้งที่พยานอ้างมีความสัมพันธ์กับจำเลย เคยมีการปฏิบัติการร่วมกันกับจำเลยนั้นแต่กลับถูกจำเลยปฏิเสธทุกครั้ง ไปว่าไม่เคยมีความสัมพันธ์หรือรู้จักมาก่อนเลย

ทางญาติจึงยังมีความเชื่อมั่น และมั่นใจในความเป็นธรรมจากศาลถึงความบริสุทธิ์ของจำเลยทั้ง10ที่จะได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย เพราะเป็นเพียงแค่การซัดทอดของพยานและภาพที่บันทึกวิดีโอ นระหว่างซักถามของเจ้าหน้าที่ โดยยังไม่มีปรากฏหลักฐานอื่นประกอบเลย แต่เมื่อศาลชั้นต้นเชื่อในพยานหลักฐานดังกล่าวทางญาติก็เคารพในการพิจารณาของศาล แต่ก็จะขอสู้ในชั้นอุทธรณ์ต่อไป และทางญาติอยากเรียกร้องให้มีกระบวนการตรวจสอบในชั้นกระบวนซักถามในระหว่างควบคุมตัวโดยกฎหมายพิเศษ ทั้งนี้เพื่อสร้างบรรทัดฐานของกระบวนการยุติธรรมว่า ได้ดำเนินการอย่างโปร่งใส