ปรุงรักให้หวานด้วยกันและกัน “ลุงจิม-ป้าต้อย” คู่รักฟู้ดทรัค 47 ปี ทุกวันนี้รักกว่าเมื่อวาน

วันที่ 14 ก.พ. 2563 เวลา 16:32 น.
ปรุงรักให้หวานด้วยกันและกัน “ลุงจิม-ป้าต้อย” คู่รักฟู้ดทรัค 47 ปี ทุกวันนี้รักกว่าเมื่อวาน
เรียนรู้ชีวิตรัก 47 ปี ไม่เคยหมดความหวานของลุงจิมและป้าต้อย คู่รักสูงวัยเจ้าของร้านฟู้ดทรัค ‘ไส้กรอกเยอรมันโฮมเมด’ และไอศกรีม ‘Uncle Jim Softserve’

“ลุงจิม อารัติ” และ “ป้าต้อย สุชาดา” สองสามีภรรยาครอบครัว “วินิจฉัยกุล” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คู่รักฟู้ดทรัค” ใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยความกล้า ออกช่วยกันสร้างร้านขายไส้กรอกเยอรมันและไอศกรีม จนกลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังในเรื่องของรสชาติความอร่อย

แต่นอกเหนือจากมุมมองทางด้านธุรกิจแล้ว ความสำเร็จที่เป็นแรงผลักอยู่เบื้องหลังให้ทุกอย่างเกิดขึ้นคือ ‘ความรัก’ ที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงของทั้งคู่ แม้ในวัยชราอายุล่วงเลยความหนุ่มสาว แต่ทั้งลุงจิมและป้าต้อยยังคงจูงมือและยิ้มแย้มให้แก่กัน ไปไหนมาไหนตัวติดกันตลอดเวลา

และซึ่งเนื่องในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ โพสต์ทูเดย์จึงได้ประสานขอคำแนะนำการครองรักอย่างไร ให้รักนั้นยาวนานเหมือนดั่งครั้งแรกที่พบกัน

เมื่อตัดสินใจ ‘รัก’ ต้องรักเหมือนอย่างวันแรกพบ

“ลุงเป็นคนบางเขน จบบัญชีเทคนิคกรุงเทพฯ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้มาเป็นนักบัญชีที่บริษัทอยู่ย่านหลานหลวงและก็พบกับเขา” ลุงจิมเริ่มเล่าถึงชีวิตรักของเขา “ป้าต้อยตอนนั้นอายุ 20 ห่างกัน 3 ปี ป้าต้อยจบด้านเลขานึการพอดีเขาได้ไปฝึกงานกับรุ่นพี่ของลุง รุ่นพี่เขาเลยฝากงานให้มาทำบัญชีเลยวานให้ลุงช่วยดูแล วันแรกที่เจอเขา ป้ายต้อยเขามาถามหาว่าคนไหนชื่ออารัติ”

ในสายตาของลุงจิมวินาทีแรกที่พบกับป้าต้อย ห้วงเวลานั้นไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องความรัก แต่ด้วยความใกล้ชิดของการนั่งทำงานข้างกันและต้องสอนการทำงาน ความผูกพันก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นความรัก

“เรียบร้อย ขยัน” ลุงจิมฉีกยิ้มกว้างจนแก้มปริ “ย้ายที่ทำงานหลังจากนั้น 6 เดือน ไปรับตำแหน่งสมุห์บัญชีที่อื่น เจ้านายที่ทำงานเก่าเขาก็บอกกับป้าต้อยว่ามีอะไรให้โทรไปปรึกษาลุง ตกเย็นด้วยความเป็นห่วงลูกศิษย์ก็เทียวไปดูไปหาเขา”

สาวน้อยคลองสานฝั่งธนเมื่อได้สัมผัส ‘ความเป็นสุภาพบุรุษ’ ประพฤติตัวเรียบร้อย พูดจาไพเราะ สม่ำเสมอ ป้าต้อยก็ค่อยๆ แง้มเปิดหัวใจให้ความรักและตกลงศึกษาคบหาเป็นแฟนกับลุงจิม และในที่สุด 4 ปี ของบทพิสูจน์ทั้งคู่ก็ตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน

“พ่อเป็นทหารอากาศ แม่เป็นข้าราชการครู ถูกสอนมาเรื่องระเบียบ ทำให้ทำอะไรก็มั่นคง ไม่เคยด่าเลยสักคำ ไม่เคยทำร้ายร่างกายเลย ลุงคิดว่าอันนี้เป็นจุดเริ่มของคู่รักที่คิดจะรักกันควรจะมีแรกสุด”

รักต้องเข้าใจ อยู่กับใครต้องให้เกียรติ

ชีวิตคู่หลายต่อหลายคนที่เดินทางไม่ถึงฝั่งฝันอย่างหัวใจปรารถนา แต่หากเข้าใจและให้เกียรติซึ่งกันและกัน รักที่มีให้กันก็ไม่มีวันถูกกัดเซาะ

“เจอกันครั้งแรกตอนปี 2516 แต่งงานตอนปี 2520 ตอนนี้ปี 2563 นับเวลาที่เราอยู่ก็มาก็ 47 ปีแล้ว” ลุงจิมหยุดเว้นวรรคพลางขยับเก้าอี้ พร้อมจับมือป้าต้อยให้นั่งลงเพื่อช่วยกันถ่ายทอดเรื่องราวความอันแสนยาวนาน

“ผู้ใหญ่บอกลุงว่า ‘ลิ้นกับฟัน’ มันมีกระทบกระทั่งกันอยู่แล้ว แต่คบกันถ้าคนหนึ่งแรงมา อีกคนต้องนิ่งและค่อยๆ อธิบายเหตุผลที่ทำให้ไม่เข้าใจ เพราะเรามาจากคนละที่ เมื่อมาอยู่ต้องมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง เราก็ต้องปรับจูนเข้าหากัน  

“อย่ายึดในสิ่งที่ได้รับมาจากประสบการณ์การเติบโต ยึดติดกับสิ่งที่เราคิดว่ามันถูกต้องเสมอหรือว่าคิดว่าเราถูกอย่างเดียว ยืนยันว่ามันต้องอย่างนี้ๆ นะ เราต้องฟังเหตุฟังผลอีกคนด้วย ถ้าเหตุผลดีกว่า เราผ่อนได้ เราก็ผ่อน”

พอความเข้าใจยืดหยุ่นชีวิตคู่ คนสองคนแม้ต่างที่มา ต่างนิสัยใจคอ ก็จะดึงเข้าหากันได้คนละครึ่ง ไม่ว่าจะครึ่งเล็กหรือครึ่งใหญ่ก็แล้วแต่ แต่มันจะเป็นครึ่งที่สุขของแต่ละคนมารวมเข้าด้วยกัน ความรักมันก็จะลึกซึ้งและมั่นคง

“สิ่งใดที่อีกฝ่ายไม่ชอบ อีกฝ่ายก็จะไม่ทำ ปัญหาก็จะไม่เกิด" ลุงจิมเผย "พอมีความเข้าใจกันและกัน ความเข้าใจจะส่งต่อให้เราให้เกียรติกัน เราก็จะดูแลกันทั้งทุกข์และสุข ดูแลน้ำใจกันทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะบางสิ่งบางอย่างเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีผู้ช่วย อย่างป้าต้อยถ้าเห็นลุงกำลังยกของหนักๆ ผู้หญิงไม่มีแรงเยอะ ก็เลือกที่จะมาช่วยประคอง จะไม่มองให้กำลังใจด้วยสายตาเฉยๆ”

ก้าวคนละข้าง ‘พารัก’ เดินไปด้วยกัน

“ไม่ว่าสามีหรือภรรยา ต่างก็เป็นเท้าหน้าได้” ป้าต้อยอธิบายเส้นทางการประคองความรักให้ผ่านทุกเหตุการณ์ของชีวิต          

“หลังแต่งงานจนลูกชายคนโตอายุได้ราว 1 ขวบ ลุงจิมออกจากงานบัญชีมาขายเครื่องเขียน จากนั้นมาทำร้านเบาะรถยนต์ โซฟา ป้าลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกและช่วยดูแลกิจการ ซึ่งป้าไม่มีความรู้เลย ก็ศึกษา จดๆ ไว้ท่องเป็นนักแก้วนกขุนทองจนขึ้นใจ ร้านขายดีมากรุ่งเรืองมีลูกถึงน้อง 25 คน

“พอเราอยู่ตัวกันได้ ลุงก็ไปแยกไปทำรถมือ 2 ขาย แล้วก็มาฝากขายที่ร้าน ป้าทำแบบเดิม จดยี่ห้อรถ ระบบเครื่องยนต์ ระบบเกียร์แบบไหน มาฝากคันไหนแป๊บเดียวขายออก คือชีวิตคู่มันต้องก้าวไปด้วยกัน เราต้องคุยกัน ปรึกษากัน อย่างป้าเตือนลุงว่ารถที่เอามาขายบางคันขายตามสภาพเลย ทั้งๆ ที่ลุงมีความรู้เรื่องรถ จะแย้งก็ได้ แต่เขาเชื่อเรา สุดท้ายขายออกไวด้วย”

นอกจากการผลัดกันก้าวเดินจะช่วยให้ชีวิตคู่ยืนนานด้วยดี อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตนั้นมีขึ้นก็มีลง มีเหตุการณ์ที่พากันไปข้างหน้าถูกต้อง ก็ย่อมมีช่วงเวลาที่พากันก้าวผิดพลาด แต่สิ่งที่สำคัญคือ ‘เมื่อล้ม’ ก็ต้องอยู่ด้วยกันและไม่กล่าวโทษกันเอง

“หลายๆ คนอาจจะโทษกันว่าอีกคนเป็นสาเหตุ โดยเฉพาะเรื่องเงินที่ทำให้ครอบครัวพังเป็นส่วนใหญ่ แต่คู่ของเราไม่โทษกันและกัน ตอนที่ธุรกิจเบาะกำลังดีๆ ลุงเลิกทำเพราะว่าป้าแพ้สารเคมี ต้องฉีดยาที่จมูกเจ็บมาก ลุงบอกว่า ‘สุขภาพไม่ดีแล้วทำไปเพื่ออะไร เงินมันซื้อสุขภาพป้าไมได้’ และลุงก็เอาเงินที่มีทำโชว์รูมรถใหม่เป็นตัวแทนขาย ก็ขายได้ไปได้ด้วยดี”

ไม่โทษว่าเป็นเพราะเธอหรือเป็นเพราะฉัน ทุกอย่างเกิดมันก็ผ่านไปได้ เราไม่ต้องไปจมปลักอยู่กับมัน เอาเวลามาเก็บเกี่ยวความสุขดีกว่าจะมานั่งคิดถึงสิ่งที่เสียไปแล้วไม่มีประโยชน์

“ต่อจากร้านโชว์รูมลุงก็เดินหน้าต่อ ได้ไอเดียมาเปิดร้านคอมฯ แต่ตั้งแต่เกิดลุงไม่เคยจับเมาส์เลย พอมีเด็กมาจ้างพิมพ์งานเยอะๆ ลุงทำไม่เป็น ป้าทำได้คนเดียวเพราะมีพื้นฐานการพิมพ์ดีด ก็ทำคนเดียวยันเช้า แต่ลุงไม่ทิ้งป้านะ ไปหยิบเอาเตียงพับมากางนอนข้างๆ เรื่องตรงนี้สอนป้ากับลุงว่าเรารักกันดีกว่า เราตั้งใจรักแล้ว เราอยากใช้ชีวิตด้วยกันเพราะอยากมีความสุข ทะเลาะกันมันเหมือนขาดทุน”

ทำทุกวันให้เป็น ‘วันสุข’

ใจความของการครองรักให้ยาวนานและคงความหวานเหมือนครั้งแรกรักของทั้งคู่คือการ “ทำทุกวันๆ ให้เป็นวันที่มีความสุข” ผ่านการค้าขายเล็กๆ บนรถฟู้ดทรัค

“เปิดร้านฟู้ดทรัค ‘ไส้กรอกเยอรมันโฮมเมด’ และ ‘ไอศกรีม Uncle Jim Softserve’ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะไม่ได้ทำงานอะไรแล้ว เกษียณ ทีนี้พอว่างตอนนั้นรู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่มีค่า”

คำว่าไม่มีค่าของลุงจิม ไม่เพียงแต่ส่งผลในเรื่องของแง่มุมการเงินที่จะหมดไปหากไม่ทำงานเพียงเท่านั้น ในแง่ของความรักทุกๆ อย่างก็อาจจะดูเฉาลงไปด้วยหากปล่อยตัวเองให้อยู่กับบ้านและไปเที่ยวเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งเดือนๆ หนึ่งก็จะมีเพียง 8 วันเท่านั้น

“ลูกชายคนเล็กเขาอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เลยคุยกับเขาบอกว่าญาติเรามีทำโรงงานไส้กรอกเยอรมันอยู่ เขาสนใจไหม สรุปเขาสนก็ไปซื้อมาลองทำจนได้สูตรน้ำซอสปรุงเป็นของตัวเอง ลุงก็เลยซื้อรถให้ลูกทำ ปรากฏว่าเขาทำแล้วมันรุ่ง สักพักเราก็เลยไปลองมั่ง เอาไส้กรอกมาปิ้งขายบ้างและก็พวงไอศกรีมไปด้วย ก็ขายดีแบบลูกชายเลย ขนาดแรกๆ ไปลองขายงานประจำปีของวังน้ำเขียวนะ ก่อนจะมาขายที่กรุงเทพฯ”

ลุงจิมยิ้มร่าอีกครั้งเมื่อเล่าถึง 2 ปีที่แล้ว เพราะเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าการมาเปิดร้านฟู้ดทรัคขายไส้กรอกเยอรมันโฮมเมดและไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ นอกจากเงินรายได้แล้ว ลุงจิมและป้าต้อยยังได้สัมผัสความรู้สึกเก่าๆ ที่ในทุกๆ ตอนเช้าได้ลุยชีวิตสู้ธุรกิจร่วมกัน ตกเย็นก่อนนอนได้นั่งปรึกษาหาทางแก้หรือพัฒนาชีวิตให้มันดี ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้เองที่โยงใยสายสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้รักกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นๆ โดยไม่รู้ตัว

“ทุกวันนี้เหมือนเราท่องเที่ยวไปด้วยกันอย่างที่ฝันกันไว้ ทุกๆ วันการออกมาเปิดร้านมันเหมือนเราพากันไปเที่ยว เพียงแต่มันซ่อนในการใช้ชีวิตชีวิตประจำวัน ตอนนี้มาห้างมาขายของเหมือนเรามาฮันนีมูนกันทุกวัน ดินเนอร์กันทุกคืนบนรถฟู้ดทรัคเรา

“ถ้าถามว่าลุงกับป้ารักแค่ไหนในตอนนี้ มันเกินจากคำว่ารักไปแล้วนะ เพราะเราเป็นสามี เป็นภรรยา เป็นทั้งเพื่อน พี่ ทุกอย่างๆ ที่เล่ามาทั้งหมดมันรวมกันหมดจนเป็นระหว่างลุงกับป้าในวันนี้” ลุงจิมกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจสามารถไปลองชิม ‘ไส้กรอกเยอรมัน โฮมเมด’ และ ไอศกรีม ‘Uncle Jim Softserve’ ของลุงจิมและป้าต้อย ได้ที่ เดอะ ไบรท์ พระราม 2,เซ็นทรัลมหาชัย,ล้ง1919 และตลาดหลังการบินไทย โดยสามารถเช็คดูวันเวลาและสถานที่จะไปขายได้ในเพจเฟซบุ๊ก “Uncle Jim Softserve&Sausage”

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต