เริ่มแล้ว! อนุทิน สั่งตั้งทีมศึกษาปมรักษาโควิดคนทำผิด

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 12:02 น.
เริ่มแล้ว! อนุทิน สั่งตั้งทีมศึกษาปมรักษาโควิดคนทำผิด
รมว.สาธารณสุข เริ่มทำงานหลังพ้นกำหนดกักตัว สั่งตั้งอนุกรรมการฯศึกษาประเด็นรักษาโควิดคนทำผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โพสต์ภาพการทำงานในวันแรกหลังจากพ้นกำหนดการกักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรคโควิด-19 หลังได้ไปพบกับ นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นั้น

นายอนุทิน เปิดเผยว่า วันนี้ได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่กระทรวง ตั้งแต่ 7.30 น. ซึ่งในที่ประชุมได้นำเสนอข้อมูลการควบคุมโรค ที่มีแนวโน้มได้ผลดีในหลายพื้นที่ และเริ่มมีการพูดคุยกันถึงการผ่อนปรนการทำกิจกรรมต่างๆ ในจังหวัด หรือพื้นที่ที่ไม่มีผู้ติดเชื้อ และพื้นที่ที่ไม่มีผู้ติดเชื้อ มาอย่างน้อย 7-14 วันติดต่อกัน

ซึ่งน่าจะเป็นกำลังใจ และเป็นความหวังให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ การทำกิจกรรม การประกอบอาชีพ การค้าขาย ก็น่าจะกลับมาได้ อาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ก็น่าจะดีกว่าถูกจำกัดหลายๆ เรื่องเช่นในขณะนี้

สำหรับประเด็นภาระค่าใช้จ่ายการรักษาผู้ป่วย ที่เข้ามาโดยผิดกฎหมาย ซึ่งกฎหมายโรคติดต่อ มาตรา 41 และ 42 กำหนดไว้ และผมได้นำเสนอให้ช่วยกันคิด ปรากฎว่าได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากนั้น

ในการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ วันนี้ ผมได้มอบให้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ตั้งคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งมีปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน พิจารณาแล้ว เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

รมว.สาธารณสุข ย้ำอีกครั้งว่า ประเด็นที่ชวนให้คิด ไม่ไช่การปฏิเสธการรักษา ผู้ป่วยทุกคนในประเทศไทย ต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐานสาธารณสุข

"ไม่ใช่การทำงาน แบบ“วัวหายแล้วล้อมคอก” หรือ แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เป็นการเสนอให้ภาคประชาชนช่วยกันคิด เพื่อป้องกัน การระบาดระลอกสาม โดยมีสาเหตุ “ซ้ำรอยเดิม” เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ คือ ปล่อยให้มีการลักลอบนำเชื้อเข้ามาจากต่างประเทศ อีก"

นายอนุทิน เปิดเผยว่า คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์ การสาธารณสุข และผู้แทนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะพิจารณากัน ผลเป็นอย่างไร รัฐมนตรีมีหน้าที่ประกาศตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด พร้อมขอบคุณที่ช่วยกันนำเสนอความเห็น ทั้งเห็นด้วยและ ไม่เห็นด้วย ทุกความเห็นน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อแแห่งชาติต่อไป