อัยการสั่งตร.สอบเพิ่ม "คดีบอส" พร้อมเอาผิดเสพโคเคน

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 13:04 น.
อัยการสั่งตร.สอบเพิ่ม "คดีบอส" พร้อมเอาผิดเสพโคเคน
อัยการสั่งตร.สอบเพิ่มหลักฐานใหม่ "คดีบอส อยู่วิทยา" ประเด็นความเร็วเฟอร์รารี่ พร้อมดำเนินคดีข้อหาเสพ "โคเคน" ให้ส่งสำนวนต่ออัยการภายใน 20 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.63 เวลา 11.00 น.เศษ นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา คณะทำงานอัยการ ที่อัยการสูงสุดแต่งตั้งเมื่อวันที่ 26 ก.ค.63 เพื่อตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดี นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ข้อกล่าวหาขับรถเฟอรารี่ ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต ปี 2555 , นายอิทธิพร แก้วทิพย์ คณะทำงานอัยการและเลขานุการคณะทำงาน , นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 คณะทำงานอัยการและผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงาน และรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการแจ้งให้พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดำเนินคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา

โดยคณะทำงานอัยการ ระบุว่า ตามที่ สำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งที่ พิเศษ/ 2563 ลงวันที่ 26 ก.ค.63 ตั้งคณะทำงาน 7 คน (มีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด หัวหน้าคณะทำงานฯ) เพื่อตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดี สำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ที่ พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี เป็นผู้กล่าวหา นายวรยุทธ หรือบอส ผู้ต้องหาที่ 1 และ ด.ต. วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งคณะทำงานอัยการนั้นได้ตรวจพิจารณาการสั่งสำนวนดังกล่าวเสร็จสิ้น และได้แถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบแล้วเมื่อวันที่ 4 ส.ค.63 ว่าตรวจพบข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องไปแล้วนั้น ได้ปรากฏพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นพยานสำคัญสามารถทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาที่ 1 ได้ จึงเข้าหลักเกณฑ์ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ที่สามารถแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไป

คณะทำงานยังตรวจสำนวนพบว่ามีหลักฐานการตรวจพบยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคเคน) ในร่างกาย นายวรยุทธผู้ต้องหาที่ 1 แต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนผู้ต้องหาในข้อหาเสพยาเสพติดนั้น โดยคณะทำงานได้ทำบันทึกรายงานและเรียนอัยการสูงสุดให้ดำเนินคดีนายวรยุทธ หรือบอส ผู้ต้องหาที่ 1 ต่อไป ต่อมา นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ได้พิจารณารายงานของคณะทำงานชุดนายสมศักดิ์ รองอัยการสูงสุดดังกล่าวแล้วเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของคณะทำงาน และอัยการสูงสุด ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 19 พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มีคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 1400/2563 ลงวันที่ 4 ส.ค.63 แต่งตั้งพนักงานอัยการ 5 คน เป็นคณะทำงานอีกชุดพิจารณาการมีคำสั่งคดีอาญาในส่วนที่จะต้องดำเนินการดังกล่าว ประกอบด้วย 1.นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน 2.นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน 3.นายอุทัย สังขจร อัยการพิเศษฝ่าย เป็นคณะทำงาน 4.นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นคณะทำงานและเลขานุการ 5.นายนรา เขมอุดลวิทย์ เป็นคณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ โดยมีนายสมใจ โตศุกลวรรณ์เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน สำหรับ คณะทำงานชุดดังกล่าวนี้ (นายอิทธิพร รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน) มีอำนาจหน้าที่ตามป.วิ.อาญา โดยให้ดำเนินการเรียกสำนวนคดีนายวรยุทธ มาเพื่อพิจารณาสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถาม และหากปรากฏว่ามีพยานหลักฐานใหม่ ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อพิจารณาสั่งคดีต่อไป โดยวันนี้ (10 ส.ค.63) คณะทำงานอัยการ 5 คน (ชุดนายอิทธิพร รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน) ได้ประชุมพิจารณาสำนวนคดีนายวรยุทธ ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 แล้ว คณะทำงานได้มีคำสั่งทางคดีดังนี้ 1. ภายหลังจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายวรยุทธ ผู้ต้องหาที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 291 แล้วผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการแล้วเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.63 แต่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงทางสื่อมวลชนอย่างแพร่หลายว่า มีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นเกี่ยวกับอัตราความเร็วในการขับรถของผู้ต้องหาที่ 1 แตกต่างจากอัตราความเร็วที่ใช้เป็นข้อเท็จจริงในการพิจารณาความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ดังนี้

1.ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำให้สัมภาษณ์ทางสื่อมวลชนของ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผู้คำนวณความเร็วรถยนต์ที่ผู้ต้องหาที่ 1 ขับได้ความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 2.ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้คำนวณความเร็วรถยนต์ของผู้ต้องหาที่ 1 ขับได้ความเร็ว 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ซึ่งคณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการให้สัมภาษณ์และการคำนวณของ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ และดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ เป็นพยานหลักฐานใหม่ตามความหมายประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 147 โดยเห็นว่าพยานหลักฐานใหม่ หมายถึง พยานหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวนและเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญ ซึ่งอาจมีผลให้การพิจารณาความเห็นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้

ดังนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเร็วของรถยนต์ที่ผู้ต้องหาที่ 1 ขับในขณะเกิดเหตุจึงเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญ และสามารถทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาที่ 1 ได้ ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ควรสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคดีต่อไป ตามนัย ป.วิ.อาญา มาตรา 147 คณะทำงานจึงมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ดังนี้

1.ให้สอบสวน ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ และดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ เป็นพยานตามรูปคดี ที่คณะทำงานได้กำหนดเป็นประเด็นในหนังสือสั่งสอบสวนเพิ่มเติม

2.ให้สอบสวนนายกสภาวิศวกรหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นพยานในประเด็นว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรของ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ขาดต่อใบอนุญาตจริงหรือไม่ การขาดต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรจะมีผลต่อการทำเอกสารรับรองการคำนวณความเร็วของรถยนต์ที่ผู้ต้องหาที่ 1 ขับ มากน้อยเพียงใด การคำนวณความเร็วของรถยนต์ที่ผู้ต้องหาที่ 1 ขับ มีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด

3.นอกจากนี้ยังปรากฏว่าผลการตรวจร่างกายของผู้ต้องหาที่ 1 พบสารโคเคน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 คดีจึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ 1 ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคเคน) เข้าสู่ร่างกาย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แต่พนักงานยังไม่ได้ดำเนินคดีข้อหานี้กับผู้ต้องหาที่ 1 คณะทำงานจึงมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน ดำเนินคดีกับนายวรยุทธ หรือบอส เป็นคดีใหม่ต่อไปตามกฎหมาย

ทั้งนี้ คณะทำงานได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมดังกล่าวโดยด่วน โดยให้จัดส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมภายในวันที่ 20 ส.ค.63 นี้