"ธานี"แจงยิบปมอดีตกมธ.ยุติธรรมฯ สนช.ต้องถกคดี"บอส อยู่วิทยา"

วันที่ 29 ก.ค. 2563 เวลา 17:51 น.
"ธานี"แจงยิบปมอดีตกมธ.ยุติธรรมฯ สนช.ต้องถกคดี"บอส อยู่วิทยา"
เปิดรายละเอียดอดีตเลขานุการกมธ.กระบวนการยุติธรรม สนช.แจงยิบเหตุนำเรื่อง"บอส"ชนตำรวจตายมาพิจารณาทำตามหน้าที่หลังมีทนายผู้รับมอบอำนาจมาร้องขอความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.63นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการการกฎหมาย (กมธ.) กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ชี้แจงกรณีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อกมธ.ในคดีขับรถยนต์ชนตำรวจสน.ทองหล่อ เสียชีวิต มีเนื้อหาดังนี้

-เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2559 นายธนิต บัวเขียว ทนายความผู้รับมอบอำนาจได้มายื่นขอความเป็นธรรม ในประเด็นว่า คำสั่งของรองอัยการสูงสุดที่ยุติเรื่องขอความเป็นธรรม โดยไม่นำเอาข้อเท็จจริงในส่วนของคำให้การของพยานผู้เชี่ยวชาญและรายงานการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาสั่งคดี เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงใช้ช่องทางมาร้องต่อกมธ.ขอให้สอบถามข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล และตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเร็วรถในขณะเกิดเหตุ

-กมธ.ได้ส่งเรื่องไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สนช. เพื่อตรวจสอบตามระเบียบ

-ศูนย์พิจารณาแล้วเห็นว่าเกี่ยวข้องกับกมธ.จึงส่งเรื่องกลับมาให้พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง โดยเชิญบุคคล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง 8 คน คือ อดีตรองอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการ พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ตรวจสอบสภาพรถยนต์ พยาน 2 ปาก และพยานแวดล้อม 2 ปาก

-กมธ.ได้ทำหนังสือถึงอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจ้อมเกล้า พระนครเหนือ ให้ส่งผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสภาพความเสียหายและคำนวณความเร็วของรถ โดยได้ส่ง รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม หัวหน้าศูนย์วิจัยวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ มาทำการตรวจสอบ และส่งผลการตรวตสอบกลับมายังกมธ.

-จากนั้นได้รวบรวมผลการสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งไปยังอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

-นายธานี ยืนยันว่าการดำเนินการของกมธ.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 57 ม.13 วรรคสอง และข้อบังคับการประชุมสนช. ทำหน้าที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน และส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

-นายธานีกล่าวด้วยว่า กมธ.มีหน้าที่ตรวจสอบแต่ไม่มีอำนาจในการสั่งหรือก้าวก่าย และพนักงานอัยการจะนำผลการศึกษาของกมธ.ไปใช้สั่งสำนวนไม่ได้ แต่หากอัยการสงสัยก็จะสั่งให้พนักงานสอบสวนไปสอบสวนในประเด็นนั้นๆเพิ่มเติม 

-ผู้สื่อข่าวถามว่าในรายงานของคณะกรรมาธิการมีความเห็นอย่างไร นายธานี ตอบว่า "เป็นการศึกษาเรื่องการคำนวณความเร็วรถของผู้เชี่ยวชาญ โดยนำเสนอไปยังหน่วยงานทีเกี่ยวข้องให้พิจารณาเท่านั้น"

-ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลการศึกษาเรื่องความเร็วไม่ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช่หรือไม่

-นายธานีชี้แจงว่า เรื่องนี้แบ่งออกเป็นสองประเด็น คือ ตำรวจได้มีการสอบเพิ่มเติมหลังจากมีการร้องกับสนช. ทางอัยการสูงสุดได้สั่งให้สอบเรื่องความเร็วว่าเป็นอย่างไรกันแน่ เจ้าพนักงานจึงไปทำรายงานต่อหน้าผู้บังคับบัญชาระดับนายพลจากความเร็วเดิม 177 กม. /ชม. ซึ่งคลาดเคลื่อนจากเป็นจริง คือ 76 กม. /ชม. ก่อนที่จะมาชี้แจงอีกครั้งกับกมธ. ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของดร.สายประสิทธิ์ ที่เป็นคนไทยคนเดียวที่เป็นสมาชิกเอเชี่ยน เอ็นแคป ในรายงานของกมธ.ที่เสนอไปให้อัยการ คือ 79 กม. /ชม.

-ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดไม่ใช้ข้อมูลของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ซึ่งยืนยันว่าความเร็วรถเกิน 100 กม./ชม.

-นายธานี ตอบว่าว่า ไม่มีคนยื่นคำร้องมา แต่ทางกมธ.ได้เชิญสารวัตรช่างเครื่องยนต์ ยศ พ.ต.ท. ซึ่งทำคดีมาจำนวนมาก มาให้ความเห็นด้วย ซึ่งยืนยันว่า จากความเสียหาย ความเร็วไม่น่าจะเกิน 80 กม./ชม.

-นายธานี กล่าวว่า วิทยาศาสตร์น่าเชื่อถือที่สุด ถ้าสื่อสงสัยก็ต้องไปหาความรู้ หาแหล่งอ้างอิงซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการให้ความรู้กับประชาชนว่าวิธีการสืบหาข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงถ้าพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์มันต้องเป็นอย่างนั้น แล้วศาลจะเชื่อถือข้อเท็จจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าบุคคล

-ผู้สื่อข่าวถาม ถึงพยานใหม่ที่เพิ่งปรากฏตัวทั้งที่คดีดังกล่าวผ่านมา 7 ปี

-นายธานี ตอบว่า ก่อนหน้านี้พยานเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง จึงไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อเห็นว่าเรื่องเริ่มบานปลายไปกันใหญ่ จึงได้ออกมาเป็นพยานให้

"ขอร้องอย่าจินตนาการแบบนี้ อย่านำเปลือกหรือข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติมาอ้าง ซึ่งอีก 7 วันทางอัยการก็จะรวบรวมหลักฐาน พยาน เพื่อชี้แจง แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยตรวจสอบว่ามีเหตุผลหรือไม่ อัยการ และตำรวจมีหน้าพิจารณามูลเหตุว่าเพียงพอฟ้องหรือไม่ และอัยการเองก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตามอำเภอใจ เขามีดุลยพินิจในการวินิจฉัย ถ้าใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจก็จะติดตัวเขาไปจนตาย"นายธานีกล่าว 

-ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมกมธ.ถึงเรียกพยาน 2 ปาก ซึ่งอัยการตีตกพยานดังกล่าวตั้งแต่ปี 2555 มาให้ข้อมูล

-นายธานี ตอบว่า มีการกล่าวอ้างชื่อในคำร้องของนายวรยุทธว่าการไม่ฟังพยาน 2 ปากนี้ ถือว่าไม่ชอบด้วยกฏหมายและไม่เป็นธรรม

-ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสมัคร เชาวภานันท์ ทนายความประจำตัวของตระกูลอยู่วิทยา และอดีตส.ว. เคยร่วมทำงานกับพล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ในกมธ.การยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา ปี 51 ซึ่งมีกระแสข่าวว่าเป็นผู้ดำเนินการยื่นเรื่องต่อกมธ.กฏหมาย สนช. ปี 57 ซึ่งพล.ร.อ.ศิษฐวัชร เป็นประธาน

-นายธานี ตอบว่า เท่าที่ทราบ นายธนิต บัวเขียว คือทนายความที่รับมอบอำนาจให้มายื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าว ส่วนจะเป็นตัวแทนนายสมัครหรือไม่ ไม่ทราบ ตั้งแต่ตนเป็นกมธ.ยืนยันไม่เคยเจอนายสมัคร

-นายธานี ยอมรับว่า ผลการศึกษาเรื่องความเร็วรถ ตรงข้ามกับหลักฐานเมื่อปี 2555 ซึ่งเป็นที่สงสัยของ กมธ.เช่นกัน แต่ไม่มีผู้มาร้องเรียนหลังเจ้าพนักงานทำรายงานต่อหน้าผู้บังคับบัญชา และตัวผู้เชี่ยวชาญที่มาศึกษาก็มีความรู้ความสามารถทำคดีมาหลายคดี มีต้นทุนทางสังคม

-ส่วนสภาพของรถที่หลายคนสันนิษฐานว่ายับเยินมากกว่าความเร็วที่ 76กม./ชม. นายธานี ชี้แจงว่า จากรายงานให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องมวลของรถเฟอร์รารี่ที่หนัก และรถมอเตอร์ไซค์มีมวลรถที่เบา ส่วนหากวิ่งด้วยความเร็วดังกล่าวแล้วทำไมนายวรยุทธถึงมองไม่เห็น ลากร่างผู้เสียชีวิตถึง 200 เมตรนั้น อาจมีรถกระบะมาบังจึงมองไม่เห็นคนที่ถูกชน

-มีการสันนิษฐานเป็นสองประเด็น คือ รถเบรกแล้วแต่ไม่มีรอยเพราะด้วยประสิทธิภาพของรถหรู หรือมีความเป็นไปได้ว่าไม่เบรก ส่วนเรื่องยาเสพติดในตัวนายวรยุทธไม่มีการร้องเรียนเรื่องนี้เข้ามา ดังนั้น กมธ.จึงไม่ได้มีการตรวจสอบ

-ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เสียหายหรือไม่

-นายธานี ตอบว่า ผู้เสียหายไม่ได้ร้องมาที่สนช. และจากบันทึกของตำรวจนายวรยุทธได้มีการเยียวยาให้กับครอบครัวผู้ตายไปแล้ว อีกทั้งญาติก็ไม่ได้ร้องว่าไม่ได้รับเงินเยียวยา

"ผมอยากจะเตือนสติสังคมว่าไปย้อนดูว่ามีกี่สื่อ กี่ฉบับที่เมื่อศาลพิพากษาแล้ว หรือยกฟ้อง แล้วมีคนตกเป็นจำเลยตามที่สื่อเสนอ แล้วสื่อไปขอโทษด้วยจิตวิญญาณของวิชาชีพ เขาเสียหายขนาดไหน อยากจะเตือนสติไว้บ้างว่าเราเองขายข่าวได้เป็นประเด็น แต่ต้องมีสติ ให้สังคมได้พัฒนา หยิบเอาประเด็นมาเป็นจินตนาการแบบนั้นแบบนี้ เมื่อเขาพิสูจน์ได้ ก็เงียบไป ไม่เห็นมีสื่อไหนถือดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมา ขอเถอะ ขอให้มีสติให้สังคมพัฒนาขึ้น ปฏิรูปสื่อสักที"นายธานี กล่าว

-ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้มีการโยงไปถึง พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ อดีตประธานกมธ.ซึ่งเป็นน้องชายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นการจินตนาการใช่หรือไม่

-นายธานี ตอบว่า คงอย่างนั้น อย่าไปผูกโยงว่าคนตระกูลนี้ผิดไปหมด มันไม่ใช่ ถ้าเขาไม่ทำตามอำนาจหน้าที่ ก็อย่าเหมารวม เพราะมันไม่เป็นธรรม