อนุทิน วอนสภาพัฒน์เห็นใจให้ตัดงบโครงการอื่นขอคงจ่าย อสม.สู้โควิด 19 เดือน
รมว.สาธารณสุข วอนสภาพัฒน์เห็นใจจ่าย 500 บาท 19 เดือนแก่ อสม.สู้โควิด แต่ถ้าไม่ได้ยอมลดงบโครงการอื่นแต่ขอให้ อสม.ตามเดิม-แจงเหตุงบเกินสภาพัฒน์เอางบหน่วยอื่นมารวม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการเสนอใหรัฐบาลจ่ายค่าตอบแทนแก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 เดือนละ 500 บาท เป็นเวลา 19 เดือน (ตั้งแต่ มี.ค.63 - ก.ย.64) ว่าเรื่องนี้รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ อสม. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การควบคุมการระบาดของโควิดในประเทศไทยได้ผลดีเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับจากประชาชนทั่วไปและได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติและองค์การอนามัยโลก
“บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ทุกคนคือด่านหน้าที่ทุ่มเท ต่อสู้ ป้องกันโรคโควิด-19 ผมจะสนับสนุนในทุกส่วนที่ทำได้ หากต้องตัดหรือปรับลดงบประมาณของ สธ.ในด้านอื่นที่อยู่ในลำดับท้ายๆ ก็จะทำ ผมยืนยันว่าข้อเสนอการเพิ่มค่าตอบแทนพี่น้อง อสม.จนถึง ก.ย.64 คือความสำคัญอันดับต้นๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำ ชาวสาธารณสุขและ อสม.ยังต้องทำงานเชิงรุกเพื่อไม่ให้โควิด 19 กลับมาได้อีก ซึ่งค่าตอบแทนคือขวัญกำลังใจ ที่เทียบไม่ได้กับความเสียสละของพวกเขา และเป็นโครงการที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย อีกทั้งเป็นข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่ในการพิจารณารับรอง พรก.เงินกู้ ด้วย"
ส่วนกรณีที่ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ชี้แจงเหตุที่ต้องตัดงบประมาณตอบแทน อสม.จาก 19 เดือน เหลือ 7 เดือน เพราะกระทรวงสาธารณสุขเสนอโครงการต่างๆ ที่จะใช้เงินกู้รวมแล้วเป็นเงิน 51,000 ล้านบาท ซึ่งเกินวงเงิน 45,000 ล้านบาทนั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า กระทรวงสาธารณสุขเสนอโครงการขอใช้เงินกู้จำนวน 43,900 ล้านบาท ส่วนที่เกินมานั้นเป็นโครงการที่หน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงอุดมศึกษาฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยต่างๆ เสนออีกประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งสภาพัฒน์ ให้นำมารวมกับกระทรวงสาธารณสุข และให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอเป็นก้อนเดียวกัน จึงทำให้งบที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุขเกิน 45,000 ล้านบาท ทั้งๆที่ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข มีวงเงินไม่เกิน 45,000 ล้านบาท
รมว.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า ในชั้นกรรมการกลั่นกรอง ของสภาพัฒน์ ได้แจ้งให้กระทรวงสาธารณสุขยืนยันและเรียงลำดับความสำคัญของโครงการที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอขอใช้เงินกู้ ให้สภาพัฒน์ พิจารณา ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันไปว่า โครงการจัดสรรค่าตอบแทนแก่อสม. มีความสำคัญ เป็นลำดับที่ 1 และให้จัดสรรงบเต็มจำนวนตามที่เสนอขอใช้เงินกู้ คือ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการทำงานของอสม. 1,050,000 คน ให้ควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นหากสภาพัฒน์ พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นต้องตัด หรือลดงบประมาณ การใช้เงินกู้ในโครงการอื่นๆ ก็สามารถทำได้ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมพิจารณาปรับปรุงโครงการอื่นๆ และนำเสนอให้สภาพัฒน์พิจารณาอีกครั้ง แต่ขอให้คงงบค่าตอบแทน อสม.ไว้ตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอ
"ทุกโครงการที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอให้สภาพัฒน์ พิจารณาอยู่ในกรอบวงเงิน 45,000 ล้านบาท แต่หากสภาพัฒน์ ต้องการให้ปรับลด ปรับปรุง ก็ให้แจ้งมาแต่ควรจะให้คนทำงานได้มีโอกาสชี้แจงการทำงานจริง ให้คณะกรรมการ ทราบด้วยและกระทรวงสาธารณสุข ขอยืนยันว่าการเสนอขอใช้เงิน 43,000 ล้านบาท ที่กำหนดไว้ใน พรก.เป็นการเสนอของคณะแพทย์ ที่มีการพิจารณากลั่นกรองมาแล้วอย่างมีเหตุผล เป็นไปตามหลักวิชาการสาธารณสุข การแพทย์ การควบคุมโรค ทุกประการ ไม่ใช่โครงการที่นำเสนอเกินจำเป็น"
ส่วนที่มีการให้เหตุผลว่า ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันทั้ง อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บุคลากรทางการแพทย์ และ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งได้รับค่าตอบแทนพิเศษถึงเดือน ก.ย.2563 เช่นเดียวกันนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า อสม.มีสถานะจากบุคลากรและเจ้าหน้าที่ทุกกลุ่มที่นำมาอ้างถึงและเทียบเคียงกัน อีกทั้งการทำงานของ อสม.ก็แตกต่างจากบุคลากรทางการแพทย์ อสม.ไม่มีเงินเดือน ไม่มีเบี้ยเลี้ยง ไม่มีสวัสดิการ ได้รับเพียงค่าป่วยการในการทำงาน เมื่อมีการระบาดของโรคโควิด-19 อสม.ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงภัยมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น จากการเฝ้าระวังทุกบ้าน ทุกครัวเรือน
กระทรวงสาธารณสุข จึงเสนอขอให้รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำงานแก่ อสม.คนละ 500 บาทต่อเดือน เท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่มากและเหมาะสมกับการทำงานที่เพิ่มขึ้น หากรัฐบาลเข้าใจการทำงานของอสม. เชื่อว่าจะไม่ปฏิเสธ และต้องสนับสนุนเพราะอสม.ทุกคนกำลังทำงานให้รัฐบาล และสร้างความเชื่อถือ ศรัทธา ให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีระบบควบคุมโรคโควิด-19 ดีที่สุด ในสายตาคนทั้งโลก
"อสม.มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ เพิ่มขึ้น ตามที่รัฐบาลมอบหมาย จึงควรแยกพิจารณา อสม.เป็นกรณีพิเศษ"
สำหรับความเสี่ยงที่จะมีการระบาดรอบที่ 2 จะมากหรือน้อย ซึ่งสภาพัฒน์ นำมาเป็นเหตุผลพิจารณาค่าตอบแทนแก่อสม. นั้น รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า อสม.ทำงานในส่วนของการเฝ้าระวัง ส่งเสริม ป้องกัน ควบคุมการระบาด เป็นผู้ที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุด จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องได้รับการสนับสนุนเป็นลำดับแรก และหาก อสม.ทำงานได้เต็มที่ ก็มีโอกาสที่จะลดความเสี่ยงที่จะมีการระบาดรอบที่ 2 ได้มาก


