"บรรยิน"ไม่รอดอัยการสั่งฟ้องอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาเจอ 10 ข้อหาหนัก

วันที่ 18 พ.ค. 2563 เวลา 14:44 น.
"บรรยิน"ไม่รอดอัยการสั่งฟ้องอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาเจอ 10 ข้อหาหนัก
อัยการฟ้องแล้ว "บรรยิน-พวกรวม 6 คน" คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาดู เตรียมสอบคำให้การจำเลยพรุ่งนี้ ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.63 นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า วันนี้ (18 พ.ค.) พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 ได้ยื่นฟ้องพ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ ผู้ต้องหาที่ 1 , นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 , นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาที่ 3 , นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาที่ 4 , นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาที่ 5 และ ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ผู้ต้องหาที่ 6 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้ว สืบเนื่องจากนายวีรชัย สกุนตะประเสริฐ พี่ชายของผู้พิพากษาถูกอุ้มฆ่าโดยมูลเหตุสืบเนื่องจากการทำหน้าที่ผู้พิพากษาซึ่งมี พ.ต.ท.บรรยิน เป็นจำเลยในคดีอาญาเรื่องอื่น

ทั้งนี้ อัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกรวม 6 คน ในข้อหา 1.ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ 2. ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปถึงแก่ความตาย 3. ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 4. ร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

5. เป็นซ่องโจรโดยสมคบกันเพื่อกระทำผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต 6. ร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป 7. ร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายและสาเหตุการตาย 8. ร่วมกันกระทำการใด ๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี 9. ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน และยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ผู้ต้องหาที่ 1 ในข้อหาสวมเครื่องแบบ หรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิและแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำผิดอาญาอีกด้วย

พร้อมทั้งขอให้นับโทษ พ.ต.ท.บรรยิน ผู้ต้องหาที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีหมายเลขคดีแดงที่ 636/2563 ที่ศาลลงโทษจำคุก พ.ต.ท.บรรยิน ในคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ แซ่ตั๊ง และนับโทษต่อจากโทษในคดีหมายเลขคดีดำที่ 4915/2559 ของศาลอาญาพระโขนงซึ่งพนักงานอัยการฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ข้อหาฆ่าเสี่ยชูวงษ์ โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอีกด้วย

สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 6 รายปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำระหว่างขั้นตอนการฝากขังซึ่งถือว่าอยู่ในอำนาจศาลแล้ว ขั้นตอนต่อไปตามกฎหมายศาลจะเบิกตัวจำเลยทั้งหมดจากเรือนจำมาสอบคำให้การว่า จะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ ซึ่งคดีนี้ไม่ว่าจำเลยจะให้การอย่างไร พนักงานอัยการก็ต้องสืบพยานเพราะเป็นคดีมีโทษประหารชีวิต ขณะที่ผลคืบหน้าทางคดีเป็นอย่างใด สำนักงานอัยการสูงสุดจะแจ้งให้ทราบต่อไป

นายประยุทธ รองโฆษกอัยการ กล่าวเพิ่มเติมถึงกระบวนการสั่งคดีว่า คดีนี้นายเจษฎา อรุณชัยภิรมย์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราบ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.63 ซึ่งคดีดังกล่าวมี น.ส.พนิดา สกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นผู้กล่าวหา โดยผู้ต้องหามีทั้งหมด 7 คน ตามที่กล่าวมารวมถึงชายไทยไม่ทราบชื่ออีก 1 ราย โดยเมื่อได้รับสำนวนแล้ว นายเจษฎา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ได้มอบหมายให้สำนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริต 3 โดยนายพรพิชัย ไชยมาตร อัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดี

ทั้งนี้ั เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญซึ่งกลุ่มคนร้ายผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมอุกอาจ ประชาชนและสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจติดตามความคืบหน้าคดีมาอย่างต่อเนื่อง นายพรพิชัย อัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 จึงมีคำสั่งของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 ที่ 5/2563 แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อร่วมกันพิจารณาคดีนี้ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547

คณะทำงานอัยการดังกล่าว ประกอบด้วย นายบุญยัง จุมพล อัยการผู้เชี่ยวชาญ , นายไพบูลย์ วนพงศ์ทิพากร อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด และพ.ต.อ.ธงชัย กีรติธรรมากร อัยการประจำกอง เป็นคณะทำงานและเลขานุการ โดยนายพรพิชัย อัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาสำนวนการสอบสวนโดยละเอียดรอบคอบแล้ว ได้เสนอความเห็นไปยังนางสิริญา อินทามระ รองอธิบดีอัยการคดีปราบปรามการทุจริตและนายเจษฎา อธิบดีอัยการคดีปราบปรามการทุจริต ก็มีความเห็นพ้องตามที่คณะทำงานอัยการเสนอสั่งฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกทั้ง 6 คนดังกล่าว

สำฟหรับ ของชายไทยไม่ทราบชื่อ ผู้ต้องหาที่ 7 อีกคนนั้น พนักงานสอบสวนเสนอเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง เพราะไม่มีพยานใด ๆ ว่าผู้ต้องหาที่ 7 ไปร่วมกระทำผิดกับผู้ต้องหาที่ 1-6 เมื่อพนักงานอัยการซึ่งเป็นคณะทำงาน , รองอธิบดีอัยการ แลอธิบดีอัยการพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวน โดยสั่งไม่ฟ้องชายไทยไม่ทราบชื่อผู้ต้องหาที่ 7 ตามที่เสนอมา และ ผบ.ตร.ก็เห็นชอบตามคำสั่งพนักงานอัยการดังกล่าว

รองโฆษกอัยการ กล่าวว่า สำหรับคดีนี้แม้เป็นคดีฆาตกรรม แต่ทางคดีมีข้อหาข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบต่อหน้าที่รวมอยู่ด้วย คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องรวมทุกข้อหาในคดีนี้ต่อศาลดังกล่าว

ด้าน นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนการพิจารณาคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ภายหลังอัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกรวม 6 คนว่า เมื่ออัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยินกับพวกตกเป็นจำเลยที่ 1- 6 แล้ว ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้กำหนดนัดสอบคำให้การจำเลยทั้งหก ในวันที่ 19 พ.ค.เวลา 09.30 น ซึ่งศาลจะดำเนินการสอบคำให้การผ่านการประชุมจอภาพทางไกลผ่านจอภาพ หรือระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำที่จำเลยทั้ง 6 คนถูกควบคุมตัวอยู่ ซึ่ง กระบวนการดังกล่าวก็เป็นไปตามคำแนะนำประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มาสนับสนุนการทำงานของศาลและสร้างความสะดวกร่วมกับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคช่วงสถานการรณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าวจากการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน พบว่า ระหว่างวันที่ 7 ม.ค - 5 ก.พ.63 พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกสมคบกันเพื่อทำการลักพาตัวนายวีรชัย พี่ชายของผู้พิพากษาอาวุโสเจ้าของสำนวนคดีปลอมเอกสารหุ้นนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง เพื่อข่มขู่ให้มีคำพิพากษายกฟ้อง พ.ต.ท.บรรยินกับพวกที่ถูกฟ้องเป็นคดีในศาลอาญากรุงเทพใต้ พร้อมกับให้คืนเงินกับหุ้นในคดีทั้งหมดแก่ พ.ต.ท.บรรยิน ซึ่งการกระทำนั้นมีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำ แล้วในวันที่ 4 ก.พ.63 ก่อนเกิดเหตุ พวกของ พ.ต.ท.บรรยิน ขับมาที่ถ.จันทน์ แล้วไปจอดรอที่ฝั่งตรงข้ามอาคารศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 (จุดเกิดเหตุ)

เมื่อพี่ชายผู้พิพากษาลงจากรถแท็กซี่ พวกของ พ.ต.ท.บรรยิน ก็ร่วมกันพาตัวพี่ชายผู้พิพากษาขึ้นรถแล้วขับหลบหนี ระหว่างนั้นผู้พิพากษาโทรศัพท์ไปยังหมายเลขของพี่ชาย พวกของ พ.ต.ท.บรรยิน ได้พูดข่มขู่ผู้พิพากษา ให้พิพากษายกฟ้อง พ.ต.ท.บรรยินกับจำเลยคดีโอนหุ้น หากไม่ทำตามก็จะฆ่าพี่ชาย ซึ่งต่อมาการสอบสวนและรวบรวทหลักฐานพบว่ามีการเผาอำพรางศพของพี่ชายผู้พิพากษา ในพื้นที่ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ก่อนที่จะนำเถ้ากระดูก และเถ้าถ่านในจุดที่เผาไปทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อทำลายหลักฐานในการกระทำผิด โดยพนักงานสอบสวน บก.ป. ได้รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับทั้งหมดเพื่อดำเนินคดี