ศบค. หวั่นผ่อนคลายเคอร์ฟิวทำป่วยโควิดพุ่ง ยก 3 ปัจจัยพิจารณา
โฆษก ศบค. เผย พิจารณา 3 ปัจจัยหลัก ผ่อนคลายเคอร์ฟิว ยอมรับว่า พ.ค. เร็วเกินไป ยกเคส สิงคโปร์ -ญี่ปุ่น ผ่อนคลายมาตรการจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ เพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. กล่าวถึงแนวโน้มการผ่อนคลายมาตรการหลังตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงว่า เป็นผลมาจากมาตรการเคอร์ฟิวที่นับจนถึงวันนี้ก็ครบ 14 วัน ของการบังคับใช้ ทำให้ผู้ป่วยรายใหม่และสถานการณ์การระบาดในไทยดีขึ้นอย่างชัดเจน หลายฝ่ายจึงเริ่มคิดถึงการผ่อนคลายมาตรการและอนุญาตให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ แต่เชื่อว่าภายในเร็ววันนี้หรือเดือนพฤษภาคมคงยังทำไม่ได้ เนื่องจากหากมีการผ่อนคลายเร็วเกินไปจะทำให้อีก 14 วันนับจากวันผ่อนคลายมีโอกาสสูงที่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศจะเพิ่มขึ้นในระดับหลายร้อยคนเหมือนหลายประเทศที่ทดลองมาตรการผ่อนคลายมาแล้ว เช่น ประเทศสิงคโปร์และญี่ปุ่น
โดยปัจจัยในการพิจารณามาตรการต่างๆ อยู่ที่ปัจจัยสุขภาพเป็นลำดับแรก และเน้นไปที่ตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ การยังพบผู้ป่วยใหม่แสดงว่าโรคยังแฝงตัวอยู่ ดังนั้นหากจะผ่อนคลายจึงตั้งคำถามว่าประชาชนจะปฏิบัติตามได้หรือไม่ ตามมาด้วยเศรษฐกิจ และสังคม การตัดสินใจผ่อนคลายอย่างไรเป็นเรื่องยาก อาจจะต้องมีระดับของ Social distancing ที่ประชาชนจะต้องร่วมมือทำให้ได้ก่อน เช่นการเปิดห้างก็ต้องให้ทุกคนใส่แมสและมีพื้นที่ระยะห่างไม่ให้คนแน่น ถ้ามากกว่าจำนวนที่ที่กำหนดอาจจะต้องอยู่รออยู่นอกห้างเป็นต้น กรณีร้านตัดผมจะผ่อนผันก็ต้องมีวินัยที่จะปฏิบัติให้ได้
ปัจจัยทั้ง 3 ด้าน ศบค.จะนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาในที่ประชุมช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้เพื่อตัดสินใจว่าจะผ่อนคลายหรือต่ออายุเคอร์ฟิวและปิดสถานที่ต่าง ๆ หรือไม่ โดยการตัดสินใจจะยึดจากฐานข้อมูลที่รวบรวมมา พร้อมย้ำว่าประชาชนเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องช่วยและร่วมมือกันทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจนสามารถผ่อนคลายได้มากขึ้น
ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขมีคณะที่จะศึกษาการผ่อนคลายโดยมีทีมนักวิชาการกำลังศึกษาอยู่อย่างเต็มที่ เชื่อว่าเรายังต้องสู้กับตรงนี้ไปพอสมควรเพราะดูจากต่างประเทศยังไม่มีใครกล้าที่จะยกเลิกมาตรการทั้งหมด
โฆษกศูนย์โควิด กล่าวว่า เมื่อศึกษามาตรการของเกาหลีใต้ซึ่งสามารถควบคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มได้ดีนั้นมี 4 นโยบายหลักคือ 1 เปิดเผยข้อมูลความโปร่งใสของผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2 การกักกันเชื้อการชะลอการแพร่ระบาด 3 ระบบการตรวจโรคและการรักษา 4 การคัดกรองอย่างกว้างขวาง massive screening และระบบการติดตามผู้ป่วยสงสัย fast tracking of suspect cases ซึ่งส่วนนี้ประเทศไทยยังค่อนข้างปล่อยไม่ได้ติดตามอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งศึกษาลึกลงไปจะพบว่าเกาหลีใต้ใช้แอพพลิเคชั่นในการติดตามตัวผู้ป่วยรวบรวมประวัติติดเชื้อแพร่ข้อมูลเป็นแผนที่ Corona Map site ระบบแจ้งเตือนทางประชาชนเป็นพื้นที่สีเขียวเหลืองเหลืองแดง
สำหรับประเทศจีนล่าสุดมีการตรวจผู้ต้องสงสัย 6,764 คนพบว่ามีเพียง 1,297 คนเท่านั้นที่มีอาการป่วยหรือ 19.1 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นไม่มีอาการแต่เป็นพาหะนำโรคจึงเกิดความกังวลว่าจะมีการระบาดเป็นวงกว้างและรวดเร็วกว่าที่คิดอีกครั้ง นอกจากนี้ยังพบว่ามีอีก 2 อาการบ่งชี้ คือการสูญเสียการได้กลิ่นและการรับรสเป็นตัวเพิ่มการบ่งชี้ นอกเหนือจากการมีไข้และไอแห้งๆ
ส่วนที่ญี่ปุ่นซึ่งสถานการณ์ทรุดหนักทางการเตือนอาจมีติดเชื้อเพิ่มอีกหลายแสนคนนั้น มีการติดเชื้อเพิ่ม 400 กว่าคนใน 1 วันและประเมินว่าอาจจะมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 850,000 คนทั่วประเทศ และอาจมีผู้เสียชีวิตถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว เพราะญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก โดยที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าไม่มีมาตรการเข้มแข็งพอ เพิ่งประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ยังใช้แนวทางผ่อนคลายสำหรับรายธุรกิจบริษัทต่างๆ ยังคงอนุญาตให้พนักงานไปทำงานที่บริษัทและยังใช้ระบบขนส่งมวลชนอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในเขตที่ประชากรหนาแน่น
โฆษกศูนย์โควิด กล่าวถึง การนำคนไทยกลับจากต่างประเทศว่า วันที่ 16 เม.ย. มาจากมัลดีฟส์ 55 คนมาถึง 15.15 น. จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 119 คนมาถึง 11.00 น. วันที่ 17 เมษายน นักเรียนมาจากสหรัฐ 129 คนมาถึง 21.45 น. และบังคลาเทศ 35 คนมาถึง 13.40 น. วันที่ 18 เมษายน มาจากสหรัฐ 123 คน มาถึง 21.45 น. และ 19 เมษายนจากสหรัฐ 160 คน มาถึง ซึ่งส่วนที่มาจากสหรัฐก็เป็นนักเรียน AFS ที่ถามกัน ที่กระทรวงต่างประเทศเองก็มีการประสานกับคนไทยในต่างประเทศมีการนำสิ่งของไปช่วยเหลือ รวมทั้งความช่วยเหลือกันเองระหว่างคนไทย ก็ปรากฏตาม Social Media ทั้งหลายถือเป็นความน่ารัก
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการเคอร์ฟิวนั้นวันที่ 16 เมษายนพบว่ามีออกนอกเคหสถาน 832 ลดลง 13 คนมั่วสุมชุมนุม 168 คนเพิ่ม 87 สาเหตุการมั่วสุมยังเหมือนเดิมคืนเล่นพนันดื่มสุรายาเสพติดและดำเนินคดีทั้งหมด 186 คน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร่วมมือเป็นอย่างดีแต่ก็มีคนในหลักพันที่ยังทำแบบนี้อยู่ เมื่อดูตัวเลขการมั่วสุมเป็นรายภาคพบว่านนทบุรีอันดับสูงสุด 101 กทม 49 ระยอง 37 สมุทรปราการ 32 ปทุมธานี 32 และภาคกลางก็เป็นตัวเลขรวมของการฝ่าฝืนเคอร์ฟิวสูงสุดของประเทศ


