"อนุทิน"ลั่นฟ้องเอาผิดคนบิดเบือนปมยารักษาโควิดจากจีน

วันที่ 05 เม.ย. 2563 เวลา 18:15 น.
"อนุทิน"ลั่นฟ้องเอาผิดคนบิดเบือนปมยารักษาโควิดจากจีน
"อนุทิน"ฮึ่ม! ฟ้องพวกวิจารณ์เสียหายซื้อยาจากจีนแทนรับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น กรมการแพทย์ ยืนยัน ยังไม่ได้รับการบริจาคยาฟาวิพิราเวียร์ จากประเทศญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 5 เม.ย.63 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการซื้อยาฟาวิราเวียร์จากจีน แทนที่จะรับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาเอวีแกน ที่สนับสนุนฟรี กว่า 30 ประเทศ เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งๆที่ยา 2 ตัวนี้เป็นยาตัวเดียวกัน แค่ชื่อทางการค้าต่างกันเท่านั้นว่า ยา 2 ตัวนี้คือยาตัวเดียวกันที่มีชื่อสามัญว่าฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งประเทศจีนได้ สิทธิบัตรจากญี่ปุ่นไปผลิตต่อ

นายอนุทินกล่าวว่า การนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยล็อตแรกไทยก็ได้รับการสนับสนุนจากจีนแบบให้เปล่าเช่นกัน อย่างไรตาม เพื่อสำรองให้อุ่นใจว่าเราจะมียาเพียงพอต่อการใช้รักษาผู้ป่วยในประเทศ กรมควบคุมโรคสั่งซื้อ 40,000 เม็ด องค์การเภสัชกรรมสั่งซื้ออีก 40,000 เม็ดจากประเทศญี่ปุ่น อีก 100,000 เม็ดจากจีน และที่กำลังจะมาถึงไทยเร็วๆนี้ คือล็อตที่องค์การเภสัชฯ สั่งซื้อจากจีน 100,000 เม็ด และญี่ปุ่น 100,000 เม็ด ทั้งหมดเป็นการดำเนินการเพื่อให้มีเครื่องมือรักษาชีวิตประชาชน และยาที่ได้มาได้ใช้รักษาผู้ป่วยไปแล้วจำนวนมาก กทม.กว่า 200 ราย ตจว. กว่า 100 ราย

"จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ปัจจุบันทั่วโลกมีความต้องการใช้จำนวนมาก ดังนั้นการซื้อหรือได้รับบริจาคต้องออกแรงเจรจากว่าจะได้มา ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเจรจากับทั้งทูตจีนและญี่ปุ่นตลอด ส่วนข่าวที่ญี่ปุ่นจะให้ฟรีเพิ่งมีมาทีหลังและยังไม่มีความชัดเจน ไม่มีความแน่นอนว่าจะได้เท่าไร เมื่อไร เพียงพอ และทันเวลาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลเท็จเช่นนี้ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินคดีตามกฎหมายทุกช่องทาง ไม่ว่าอาญา แพ่ง ปอท. และพรก. ฉุกเฉินฯ"

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ยืนยันว่า ยังไม่ได้รับการบริจาคยาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศญี่ปุ่น เมื่อสอบถามพบว่า บริษัทฯ ต้องการศึกษาวิจัยทั่วโลก และให้ฟรีเฉพาะการศึกษาวิจัยคนไข้หลักร้อย ไม่ใช่ให้ผู้ป่วยทุกคน ซึ่งยาดังกล่าวมีรายงานจากการรักษาว่า ได้ผลจริง แต่ญี่ปุ่นต้องการศึกษาเปรียบเทียบกรณีต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งไทยใช้มากที่สุดวันละ 2,000 เม็ด ย้ำ “ชีวิตคนไข้รอไม่ได้”

นพ.สมศักดิ์กล่าวด้วยว่า กลุ่มที่ได้ยาฟาวิพิราเวียร์ 5-10 วัน โดย 10 วัน จะใช้ 70 เม็ดต่อคน หากไทยได้ยาเพิ่มอีก 200,000 เม็ด แพทย์ก็จะสบายใจขึ้น โดยพรุ่งนี้คณะผู้เชี่ยวชาญจะทบทวนแนวทางการรักษาว่าให้ยายิ่งเร็วยิ่งดี พิจารณาให้ในกลุ่มที่มีอาการปอดอักเสบแม้จะไม่รุนแรง ซึ่งแนวทางนี้ประมาณการว่า 1 เดือนจะใช้ยา 70,000-80,000 เม็ด

ขณะที่ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ไทยได้เตรียมพร้อมและจัดซื้อยาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศญี่ปุ่น 5,000 เม็ด ได้รับบริจาคจากประเทศจีน 2,000 เม็ด และเดือนมีนาคมจัดซื้อรวม 87,000 เม็ด มีผู้ป่วยต้องใช้ยา 515 คน ขณะนี้เหลือยาฟาวิพิราเวียร์ 38,126 เม็ด

โดยสั่งซื้อจากประเทศจีนเพิ่ม 100,000 เม็ด ส่งมอบวันพรุ่งนี้ (6 เม.ย.) และสั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่นอีก 100,000 เม็ด ยืนยันว่า จะกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ และขอใช้อย่างมีเหตุผล

ด้านนายวิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า โรคติดเชื้อ COVID-19 ต้องใช้ยา 7 รายการ ส่วนใหญ่สามารถผลิตได้ในประเทศ และสำรองเพียงพอ ยกเว้นยาฟาวิพิราเวียร์ที่ต้องนำเข้า ซึ่งจีนทดลองใช้และพบว่าได้ผลดี ซึ่งไทยพยายามหายาดังกล่าวตั้งแต่เดือนม.ค.2563 แต่ได้มาจำนวนไม่มากนัก เพราะเป็นที่ต้องการจากทั่วโลก ทั้งที่ตั้งเป้าให้มีสำรองถึง 1 ล้านเม็ด เพราะมีผู้ป่วยเพิ่มวันละหลักร้อยคน ป่วยสะสม 2,169 คน เสียชีวิต 23 คน หากไม่ใช้ยาดังกล่าวอาจจะมีตัวเลขเสียชีวิตมากกว่านี้

“ฟาวิพิราเวียร์มีแหล่งผลิตแค่ที่จีนกับญี่ปุ่น พยายามจัดซื้อให้ได้มากที่สุด แต่ละล็อตได้มาแค่แสนเม็ด ทั้งที่อยากได้เป็นล้านเม็ด เราไม่สามารถรอของบริจาคได้”

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขขอให้ประชาชนหยุดอยู่บ้าน เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้กลุ่มเสี่ยงป่วยและต้องใช้ยาจำนวนมาก