
Ecosystem EV พลิกโฉมไทยสู่ฮับ "ยานยนต์อัจฉริยะ" ระดับโลก
เจาะลึกความพร้อมไทยสู่ฮับ EV อาเซียน ผ่านมุมมองผู้นำ Huawei และทูตจีน พร้อมสรุปทิศทางจากภาครัฐ-เอกชนในเวที CXO Forum เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะอย่างยั่งยืน
อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของพลังงานสะอาด ไปสู่ยุคแห่ง "Intelligence Transformation" อย่างเต็มรูปแบบ นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจากน้ำมันเป็นไฟฟ้า (Electrification) แต่คือการปฏิวัติสู่ "ยานยนต์อัจฉริยะ" ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และซอฟต์แวร์ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของไทยในทศวรรษหน้า
กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับหัวเว่ย เทคโนโลยี เปิดเวที Intelligent EV industry CXO Forum ระดมผู้เชี่ยวชาญรัฐ-เอกชนและต่างประเทศ แลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับอีโคซิสเทม ปั้นไทยสู่ฮับ Intelligent Mobility
จากสถานการณ์ที่ตลาดรถพลังงานไฟฟ้า หรือ EV เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยยอดจดทะเบียนประมาณ 1.2 แสนคันในปี 2568 จากที่ทำได้ 7 หมื่นคันในปี 2566
กระแสความต้องการอีวียังไม่อิ่มตัวจะเห็นได้จากยอดจดทะเบียนอีวีครึ่งปีแรก 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) จากกรมการขนส่งทางบก โดยเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของอีวี มีตัวเลขรวม 1.03 แสนคัน
จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรม: จากยานยนต์ไฟฟ้าสู่ยานยนต์อัจฉริยะ (Intelligence Transformation)
คุณเดวิด หลี่ CEO หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เทรนด์ Intelligent EV (Autonomous driving, Smart cockpit และ In-car AI) คือหัวใจหลักที่ผู้บริโภคทั่วโลกถวิลหา แต่จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าประเทศไทยยังมี "ช่องว่าง" (Gaps) 4 ประการที่ต้องเร่งปิดเพื่อไม่ให้ตกขบวนเทคโนโลยี:
-การขาดแคลนระบบขับขี่อัตโนมัติ: ในขณะที่โลกใช้งานระบบนี้ไปแล้วกว่า 2 พันล้านกิโลเมตร แต่ในไทยยังอยู่ในวงจำกัด
-AI ในรถยนต์ยังทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ: ระบบสั่งการด้วยเสียงและ Smart Cockpit ยังไม่สามารถสร้างประสบการณ์อัจฉริยะที่แท้จริงให้ผู้ใช้
-ความกังวลเรื่องเครือข่ายชาร์จ (Charging Anxiety): สถานีชาร์จตามพื้นที่ชานเมืองและทางหลวงยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางไกล
-ความลักลั่นของระบบเชื่อมต่อ (Connectivity Irony): แม้ไทยจะมีโครงข่าย 5G ครอบคลุมถึง 99% ของประชากร แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังต้องอาศัย "Mobile Hotspot" เนื่องจากแอปพลิเคชันหลัก (YouTube, Netflix) ยังไม่ถูกบูรณาการเข้ากับหน้าจอในรถอย่างสมบูรณ์
การปิดช่องว่างเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัย "เทคโนโลยีและพิมพ์เขียว" จากพันธมิตรระดับโลกอย่างประเทศจีน เพื่อผสานเข้ากับ "ดินที่เหมาะสม" จากนโยบายของไทย
ยุทธศาสตร์ความร่วมมือไทย-จีน: มากกว่าการผลิต คือการบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน
เป้าหมาย "30@30" ของรัฐบาลไทยจะสำเร็จได้ ต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียงโรงงานประกอบ ไปสู่การสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ คุณเจียง เว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ยืนยันนโยบาย "In Thailand, For Thailand" ที่มุ่งเน้นการบูรณาการ Supply Chain และการถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบเจาะลึก แทนที่การร่วมมือเพียงผิวเผิน
คุณหลิว เสี่ยวฉือ CEO จาก China EV 100 ฉายภาพโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรมที่ไทยต้องเร่งคว้า:
-อิสรภาพทางทรัพยากรด้วย Sodium-ion Battery: เทคโนโลยีนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะไม่พึ่งพาแร่หายาก แต่ใช้วัตถุดิบโซเดียมที่มีอยู่มหาศาล รวมถึงในไทย ซึ่งจะสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ในระยะยาว
-การเร่งตัวของตลาด Aftermarket: คาดการณ์มูลค่าตลาดหลังการขายในจีนจะสูงถึง 5 ล้านล้านหยวนในปี 2030 ซึ่งรวมถึงธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่และระบบ V2G (Vehicle-to-Grid)
-การจ้างงานทักษะสูง: วิศวกรซอฟต์แวร์ยานยนต์ 1 ตำแหน่ง จะสร้างงานต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจได้ถึง 5-7 ตำแหน่ง
ความพร้อมและมาตรการเชิงรุกจากภาคส่วนในประเทศ
เพื่อให้แผนงานระดับนโยบายเกิดขึ้นจริง หน่วยงานปฏิบัติของไทยได้วางมาตรการตอบสนองต่อพลวัตโลกอย่างเร่งด่วน เช่น
BOI (ศุธาศินี สมิตร): มุ่งเป้า Smart Manufacturing และส่งเสริมการร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อบีบให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากแบรนด์โลกสู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
EVAT (สุโรจน์ แสงสนิท): ย้ำจุดแข็งเรื่องระบบนิเวศที่พร้อมส่งออกถึง 80% พร้อมชี้ว่าความกังวลเรื่องสถานีชาร์จกำลังคลี่คลายจากการเร่งลงทุนของภาคเอกชน
สถาบันยานยนต์ (ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์): ส่งสัญญาณเตือนถึง "ความเร็ว" ที่น่ากังวล วงจร R&D สั้นลงจาก 60 เดือนเหลือเพียง 24 เดือน พร้อมย้ำว่าไทยต้องไม่มองข้าม HEVs (Hybrid) ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่เติบโตสูงและเป็นสะพานเชื่อมสำคัญสู่ BEV
กรมการขนส่งทางบก (ฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์): วางกฎเหล็กมาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่ (UN Standard) และระบบ OBD เพื่อตรวจวัด State of Health ของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระบบอัจฉริยะที่ David Li กังวลโดยตรง นอกจากนี้ยังมี "Market Mover" สำคัญ คือแผนกำหนดพื้นที่ City Center ที่จะอนุญาตเฉพาะรถ EV เข้าใช้งาน และการออกป้ายทะเบียนสีฟ้า (Blue Plates) เพื่อสิทธิประโยชน์พิเศษ
อนาคต EV ไทยบนทางแยกแห่งการเปลี่ยนแปลง
ความสำเร็จของ Ecosystem EV ไทยในยุค Intelligent Mobility ไม่ได้วัดกันที่ยอดขายรถเท่านั้น แต่คือความสามารถในการสร้าง "EV Community" เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถอยู่รอดได้ในวงจร R&D ที่รวดเร็วเพียง 24 เดือน
การผสานเทคโนโลยีจากผู้ผลิตระดับโลกและมาตรการ "City Center EV Zones" ของไทย จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนให้ไทยไม่ใช่แค่ "ผู้ผลิต" แต่เป็น "ฮับยานยนต์อัจฉริยะ" ของภูมิภาคอย่างแท้จริง







