แอลกอฮอล์วอชจี้จัดหนัก 2ร้านเหล้าร้อยเอ็ด ปล่อยเด็กต่้ำกว่า20มั่วสุม

วันที่ 30 ม.ค. 2563 เวลา 13:41 น.
แอลกอฮอล์วอชจี้จัดหนัก 2ร้านเหล้าร้อยเอ็ด ปล่อยเด็กต่้ำกว่า20มั่วสุม
กลุ่มหน้ากากขาวจี้ปิด2ร้านเหล้าร้อยเอ็ด ปล่อยเด็ก 216คนมั่วสุมพบยาเสพติด พร้อมสอบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าข่ายปล่อยปละละเลยยกเว้นการปฎิบัติหน้าที่

นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา นาย ชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ นำกลุ่มเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน และนักศึกษากว่า 30 คน สวมหน้ากากขาว เข้ายื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมพาส นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายสถานหนัก ต่อผู้ประกอบการร้านเหล้าชื่อดังกลางเมืองร้อยเอ็ด ที่ทำผิดกฎหมาย และขอให้ตรวจสอบ เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องฐานปล่อยปละละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายชูวิทย์ กล่าวว่า จากกรณีเจ้าพนักงานชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง สำนักการสอบสวนและนิติการ กระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สถานบริการ2แห่ง ได้แก่ ร้านบูซเซอร์ (BOOZER) และร้านโดรน คลับ (DRONE CLUB) ตั้งอยู่ ต.เหนือเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 25 มกราคม พบการกระทำผิดกฎหมาย ปล่อยให้เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการทั้งสองร้านมากถึง 216 คน มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และพบยาเสพติด รวมถึงเปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการกระทำผิดของผู้ประกอบการสถานบริการอย่างชัดเจน และกรณีนี้อาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสถานบริการให้เป็นไปตามกฎหมาย ปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิด

“เป็นการทำผิด ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ ไม่คำนึงต่อผลกระทบทางสังคมโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน หวังเพียงผลประโยชน์ทางธุรกิจ กรณีนี้ถือว่าทำผิด ต่างกรรมต่างวาระ เหมารวมว่าเป็นกรรมเดียววาระเดียวไม่ได้ ผู้ประกอบการมีความผิดตามพ.ร.บ.ความคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องอาจเข้าข่ายปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิด ซึ่งจะต้องถูกดำเนินการตาม คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 69/2557 ซึ่งเราทราบว่าทั้งสองร้านเป็นของบิ๊กเนมในจังหวัด ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ไม้กล้าทำอะไร จนเป็นเหตุให้ส่วนกลางต้องลงไปจัดการ” นายชูวิทย์ กล่าว

ด้าน นายคำรณ กล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า หลายเดือนที่ผ่านมาบรรดาร้านเหล้าผับบาร์ ทำผิดกฎหมายกันมากขึ้น คำสั่ง คสช. ที่ 22/2558 ดูเหมือนจะอ่อนลง และเราพบว่ามีการปล่อยข่าวถึงขนาดว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกไปแล้วก็มี ซึ่งไม่เป็นความจริง กระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นแม่งานหลักของคำสั่งนี้คงต้องเร่งขันน๊อตการทำงานและประชาสัมพันธ์ให้หนักขึ้น เพราะคำสั่งฉบับนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของพล.อ.ประยุทธ์ ที่สังคมรับรู้และพึงพอใจ ซึ่งในกรณีนี้หากพบว่าทั้งสองร้านอยู่ในพื้นที่โซนนิ่งก็ต้องถูกสั่งปิดเป็นการถาวร แต่หากอยู่นอกพื้นที่โซนนิ่งก็จะถูกสั่งปิด 5 ปี

“เครือข่ายฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.ขอให้ดำเนินคดีสถานบริการทั้งสองแห่ง โดยลงโทษเรียงกระทงความผิดไป และลงโทษสถานหนักเพื่อมิให้ผู้ประกอบการสถานบริการรายอื่นเอาเยี่ยงอย่าง 2.ตรวจสอบและเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ 3.ขอให้นากรัฐมนตรีมีคำสั่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด และประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด ให้มีมาตรการเชิงรุกป้องกันแก้ไขปัญหานี้อย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ มิใช่แค่จัดประชุมเพียงปีละครั้งพอเป็นพิธี ไม่สนองตอบนโยบายของรัฐบาลในการปกป้องเด็กและเยาวชน และ4.ขอบคุณรัฐบาล และให้กำลังใจการทำงานชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีการปฏิบัติงานอย่างเข้มงวดและจริงจัง” นายคำรณ กล่าว