กางแผนที่ดูพื้นที่เสี่ยงภัยเจอฝนหนักจาก "พายุปาบึก" 3-5ม.ค.นี้

วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 16:17 น.
กางแผนที่ดูพื้นที่เสี่ยงภัยเจอฝนหนักจาก "พายุปาบึก" 3-5ม.ค.นี้
กรมอุตุฯเผยแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงภัยภาคใต้เจอฝนตกหนักถึงหนักมากจากพายุโซนร้อน "ปาบึก"

กรมอุตุนิยมวิทยาได้เผยแพร่พื้นที่เสี่ยงภัยที่จะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากและลมกระโชกแรงในภาคใต้ จากอิทธิพลพายุโซนร้อนปาบึกในช่วงวันที่ 3-5 ม.ค. 62 โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

ขณะที่ นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากการประชุมและวิเคราะห์สถานการณ์ของพายุโซนร้อน ปาบึก บริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนและเคลื่อนลงอ่าวไทย ในช่วงวันนี้ (2 ม.ค. 62) โดยจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค. 62 ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากโดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุงสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และจังหวัดสตูล

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และจังหวัดชุมพร คาดว่าจะมีฝนตกหนักประมาณ 200-300 มิลลิเมตรต่อวัน โดยจะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้

วันที่ 3 ม.ค.62 เริ่มได้รับผลกระทบ จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

วันที่ 4 ม.ค.62 จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง

วันที่ 5 ม.ค.62 จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี

หลังจากวันที่ 6 ม.ค. 62 เป็นต้นไป ปริมาณฝนจะค่อยๆ เบาบางลง

สทนช. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมรองรับสถานการณ์เขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยเขื่อนที่อยู่ในความดูแลของของกรมชลประทาน ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 612 ล้าน ลบ.ม.(83%) และเขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 353 ล้าน ลบ.ม.(90%) ในส่วนของเขื่อนที่อยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้แก่ เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 4,701 ล้าน ลบ.ม.(83%) สามารถรับน้ำ ได้อีก 938 ล้าน ลบ.ม และเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ปริมาณน้ำ 1,076 (74%) รับน้ำได้อีก 378 ล้าน ลบ.ม.

โดยศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติได้สั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมชลประทาน พิจารณาเร่งการระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำตามข้อสั่งการของ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่มีอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคใต้ที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 เร่งระบายน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนและติดตามสภาพฝน และการระบายน้ำให้สัมพันธ์กับพื้นที่ท้ายน้ำเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวอีกว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน และ ปภ.ได้เตรียมรับสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในพื้นที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยได้เตรียมบุคลากรพร้อมจัดส่งเครื่องจักรเครื่องมือลงพื้นที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบูรณาการทำงานในพื้นที่ให้สอดคล้องกับการสั่งการในการแก้ปัญหาสถานการณ์น้ำและอุทกภัยได้โดยตรง ในวันพรุ่งนี้ (3 ม.ค. 62) สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะลงพื้นที่พร้อมจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง วิเคราะห์สภาพน้ำฝน น้ำท่า และการเคลื่อนตัวของพายุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มสถานการณ์น้ำและอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ ตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต