"ซึมเศร้า-ฆ่าตัวตาย-เปลี่ยนเพศ" ชีวิตดั่งนิยายของ ณัสธร หาญกิจสกุล พ่อบ้านหัวใจหญิง

วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 18:38 น.
"ซึมเศร้า-ฆ่าตัวตาย-เปลี่ยนเพศ" ชีวิตดั่งนิยายของ ณัสธร หาญกิจสกุล พ่อบ้านหัวใจหญิง
โดย...วรรณโชค ไชยสะอาด

ณัสธร หาญกิจสกุล วัย 32 ปี อาจเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดสำหรับการต่อสู้กับชะตาชีวิตและปัญหาโรคซึมเศร้า

จากชายหนุ่มที่มีคนรักอายุมากกว่าถึง 10 ปี แตกต่างกันทั้งการศึกษา หน้าที่การงานและฐานะ ถูกกดดันจากครอบครัวฝ่ายหญิง ความสัมพันธ์อันแสนอึดอัด จนต้องเผชิญหน้ากับโรคซึมเศร้าและพบว่าตัวเองมีร่างเป็นชายแต่หัวใจเป็นหญิง สุดท้ายเขาเอาชนะมันด้วยการวิ่ง วิ่ง และก็วิ่ง

ชีวิตของเขาดั่งนิยาย...

โกงอายุเป็น 10 ปีเพื่อคนรัก

ณัสธร เกิดที่กรุงเทพมหานคร เรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ ก่อนเข้าทำงานเป็นเชฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ผ่านไป 1 ปี ด้วยความเบื่อ จึงลาออกไปเป็นพนักงานบริษัท นั่งทำงานในออฟฟิศ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า การพบเจอกับคนรักในที่ทำงานเดียวกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่และประสบการณ์อันยากจะลืมเลือน

“ผมได้เจอและรักกับผู้หญิงที่อายุมากกว่าถึง 10 ปี เราคบกันได้ 3 ปีก็แต่งงานกัน เธอมีทุกอย่างที่สูงกว่าผม  ตำแหน่ง การศึกษา และฐานะ สุดท้ายผมหลีกเลี่ยงการตอบคำถามและการเปรียบเทียบจากคนอื่นๆ ตัดสินใจลาออกกลับไปเป็นเชฟ”

ด้วยความที่เป็นคนต่างจังหวัด ยังไม่มีบ้านพักอาศัยเป็นของตัวเอง ทำให้ณัสธรต้องย้ายเข้าไปอยู่บ้านเดียวกับฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ โดยภรรยายังสั่งให้เขาโกหกคนอื่นว่าอายุ 35 ปี รวมถึงเปลี่ยนแปลงบุคลิกตัวเองให้เหมาะสมกับอายุที่มากขึ้น

“เขาอายที่คบกับเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปีเลยให้เราหลอกทุกคนว่าอายุเท่ากัน ตอนนั้นก็กดดันที่ต้องปลอมตัวเป็นคนที่อายุแก่กว่าเดิม ต้องนั่งนิ่งๆ วางมาดเคร่มขรึม ในบ้านมีหลานๆ อายุ 25-26 ปี รุ่นๆ เราหมดเลย แต่คุยกันแบบเพื่อนไม่ได้ ต้องวางมาดเป็นน้าเขา”

 

 

อย่างไรก็ตามการปิดบังตัวเอง ไม่สามารถพ้นสายตาและประสบการณ์ของแม่ฝ่ายสาวไปได้ เขาถูกถามตรงๆ ถึงเรื่องอายุ และยอมรับในที่สุด

ความอึดอัดภายในบ้านและครอบครัวขนาดใหญ่ ถาโถมเข้ามามากมาย ไล่ตั้งแต่การถูกถามเรื่องเงินๆ ทองๆ ฐานะทางบ้าน หน้าที่การงาน จนชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า และต้องการยกระดับตัวเอง เขาตัดสินใจทำตามความฝันสมัครสอบเข้าเป็นทหารอากาศ ติดยศจ่าตรีได้สำเร็จ อย่างไรก็ตามมันไม่เพียงพอให้ทุกคนในบ้านยอมรับ

“ภูมิใจมาก ได้สวมชุดติดยศครั้งแรกเดินกลับบ้าน พวกเขาแปลกใจ เราเป็นทหารด้วยเหรอ ดีจังเลยรับราชการ ก่อนจะถามว่ายศอะไรเนี่ย พอบอกว่า จ่าอากาศตรีเท่านั้นแหละ พี่สาวเขาพูดขึ้นมาว่า วันหลังถึงหน้าปากซอยช่วยถอดยศก่อนเดินเข้าบ้านนะ อายเขา อย่าให้คนแถวนี้รู้ เรานิ่งเลย สะเทือนใจพอสมควร”

จ่าอากาศหนุ่มอึดอัดสุดขีดที่ต้องอาศัยอยู่บ้านหลังนี้ ตัดสินใจบอกภรรยาตรงๆ ว่า “ซื้อบ้านใหม่อยู่กันเถอะ”ซึ่งอีกฝ่ายเห็นด้วย แต่เรื่องมันไม่สวยงามแค่นั้น เพราะแม่ยายและหลานขอติดตามไปด้วยเพื่อดูแลหลานที่กำลังจะคลอดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

 

“เรามองทาวเฮ้าท์เล็กๆ แต่แม่ยายบอกเล็กเกินไป หลานเกิดมาอยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องไปซื้อบ้านเดี่ยว แฟนเป็นคนออกเงินทั้งหมดแต่ให้บอกคนอื่นว่า เราเป็นคนซื้อและออกเงินเอง”

นอกจากแม่แล้วยังมีหลานชายวัย 25 ปีตามมาด้วย เพราะเหตุผลเรื่องอายุของคุณแม่ อันตรายเกินไปถ้าจะให้อยู่กับหลานเพียงแค่ 2 คน

“มีวันหนึ่งหลานเศร้าเสียใจจากเรื่องอะไรไม่ทราบ อยู่ๆ เดินเข้ามาหาภรรยาผม บอกน้า...ขอกอดหน่อย อาจเป็นเรื่องปกติ ธรรมเนียมบ้านเขา แต่ความรู้สึกผม เฮ้ยเราอายุเท่ากันนะ มึงมากอดเมียกูได้ยังไง เราไปคุยกับภรรยาว่าไม่ชอบเลย เขาบอกว่าเราคิดมาก นี่น้ากับหลาน”

ณัสธร เล่าว่า หลานชายใช้ชีวิตอย่างสบาย ได้รับการเอาอกเอาใจและดูแลอย่างดี กลายเป็นตนเองที่กำลังว่างงานหลังจากมีปัญหากับนายทหารใหญ่ ต้องดูแลทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูบ้านช่องเหมือนแม่บ้าน

“เรากวาดบ้านอยู่หันมามองหลานใส่บ็อกเซอร์นอนบนโซฟา ดูหนังอยู่ข้างๆ ภรรยาเรา ภาพที่เห็นมันเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ผู้ชายคนหนึ่งใส่บ็อกเซอร์ดูหนังกับเมียกู ในขณะที่กูถือไม้ถูบ้าน พูดอะไรมากไม่ได้ หาว่าอิจฉาหรือรังเกียจหลานเขา ทั้งที่มันไม่ใช่เด็กอมมือ มันโตพอจะทำคุณเป็นเมียได้แล้ว”

 

 

แม่ยายและหลานกลายเป็นปัญหาที่สร้างความอึดอัดและกวนใจให้กับเขาอย่างมาก จนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง มีปากเสียงกับแฟนบ่อยครั้ง กอปรกับต่อมา แฟนเก่าของภรรยาติดต่อชักชวนให้ไปทำธุรกิจด้วยกัน ส่งผลให้สถานการณ์ทุกอย่างนั้นแย่ลง

“แฟนเก่าเขาโทรมาชวนให้ไปช่วยบริหารธุรกิจ ภรรยามาขอเรา บางทีต้องไปค้างคืนต่างจังหวัด ไปคุยงานกับแฟนเก่าบ้าง และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ขอพาเราไปนั่งกินข้าวและเจอกับแฟนเก่า ตอนนั้นเราฟังแล้วแบบเฮ้ย คิดได้ยังไง เอาเราไปนั่งกินข้าวกับแฟนเก่า”

แม้ณัสธรจะไม่อนุญาตให้ภรรยาดำเนินธุรกิจร่วมกับแฟนเก่า แต่เขากลับถูกภรรยาสวนกลับด้วยประโยคสุดสะเทือนใจว่า

“ไม่ให้ไปแล้วเธอหาได้อย่างเขาหรือเปล่าล่ะ มีธุรกิจไหม หาเงินให้เราใช้ได้ไหมล่ะ”

ประโยคข้างต้นเล่นเอาชายหนุ่มวัย 28 ปี เครียดอย่างรุนแรง มองเห็นโลกน่าเบื่อ ท้อแท้กับชีวิต และอยากตาย

“ว่างงาน หลานชายกวนใจ แฟนเก่าโทรมาหา ลูกก็เล็ก แม่ยายก็เยอะ”

สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ ณัสธรไล่หลานชายออกจากบ้าน และทะเลาะกับญาติฝ่ายภรรยาจนถูกคว่ำบาตร  ช่วงเวลานั้นเขาอึดอัดมากและเลิกสนใจภรรยา ปล่อยให้ไปเจอและทำงานกับแฟนเก่าได้ตามสบาย

“เก็บตัวไม่คุยกับใคร นั่งร้องไห้ ชีวิตมันแย่ เศร้า คิดว่าตั้งแต่คบกับแฟนมา แฟนไม่เคยพาไปงานสังคม งานแต่งเราต้องไปนั่งรออยู่บนรถ รอเขากินเลี้ยงเสร็จและรับกลับบ้าน ด้วยเหตุผลว่าอาย ไม่อยากพาเข้าไป

เขาบอกอายเพื่อน บอกแบบนี้เลย พูดสั้นๆ แค่นี้ แต่เราเข้าใจ ถ้าโดนผู้ใหญ่ โดนลูกน้องถามว่าแฟนพี่เรียนจบอะไร ทำอะไรอยู่ ทำนองนี้เขาคงไม่รู้ว่าจะตอบยังไง แต่ลึกๆ เรารู้สึกด้อยค่ามาก”

ซึมเศร้า - จิตใจไม่ตรงกับเพศกำเนิด

อดีตทหารหนุ่ม พยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง ตั้งแต่กระโดนจากชั้น 2 ของบ้านโดยเอาศรีษะลง ขับมอเตอร์ไซค์ปาดหน้าให้รถยนต์พุ่งชน กระโดดลงจากรถกะทันหัน แต่ทั้งหมดภรรยาก็มาเจอและห้ามไว้ได้ทัน

เขาเริ่มรู้ว่าตัวเองมีความผิดปกติทางจิต หากจมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้ต่อไปวันหนึ่งต้องฆ่าตัวตายสำเร็จ จึงตัดสินใจเดินทางเข้าพบจิตแพทย์ ทำแบบทดสอบ จนทราบว่ามีอาการทางจิตเด่นชัด 2 ประการได้แก่

1. ซึมเศร้าอย่างรุนแรง

2. ภาวะจิตใจไม่ตรงกับเพศกำเนิด

“เป็นไปได้ยังไง เราแต่งงานมีลูกแล้ว หมอบอกว่า คุณกำลังหลอกตัวเอง แนะนำให้เราปล่อยตัวตามสบาย คิดดูซิว่าอยากแต่งตัวแบบไหน ปรากฎว่าเมื่อลองใส่เสื้อผู้หญิงแล้วมันมีความสุข สบายใจอย่างแปลกประหลาด รู้สึกเป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา”

แพทย์บอกว่าอัตลักษณ์ทางเพศเป็นคนละเรื่องกับรสนิยมทางเพศ จิตใจของคุณอาจเป็นผู้หญิงและชื่นชอบผู้หญิงด้วยกันก็เป็นได้

“พูดง่ายๆ ว่าจิตใจเหมือนทอมมากกว่าจะเป็นพวกกระเทย หมอพยายามผลักดันให้เราเป็นตัวของตัวเอง เพื่อลดความเครียดและอยากให้ลองหาต้นเหตุของความเครียด จนพบว่าคือ มันการไม่ได้เป็นตัวของตัวเองและยึดติดกับการเป็นทหารที่เป็นความฝันของเรา

“พอมองย้อนกลับไปเราพบว่าเมื่อก่อนพวกงานเลี้ยงบริษัท ส่วนใหญ่เราจะแต่งเป็นหญิง เรารู้สึกสนุกที่ได้แต่งเป็นหญิง มันเป็นความต้องการลึกๆ ในใจเรา”

 

 

ภายหลังพบแพทย์ ณัสธรบอกข้อเท็จจริงกับภรรยาและแม่ยาย ซึ่งปฏิกิริยาที่ได้รับจากฝ่ายหลังนั้นเป็นไปในทางลบ

“แม่ยายคิดว่าเราเป็นบ้า พยายามแยกออกจากภรรยา แต่ภรรยาเป็นห่วงถามสาเหตุที่เราเป็น ก็บอกไปตรงๆ ว่า อาจเป็นเพราะเธอกับแฟนเก่า พอพูดไปแบบนั้นเขากลับไปคิด และตัดสินใจเลิกคุยกับแฟนเก่า ไม่ทำธุรกิจร่วมกันอีก”

ช่วงเวลานั้นชายหนุ่มเริ่มแต่งตัวเป็นผู้หญิงออกไปเดินนอกบ้านอย่างมีความสุข ภรรยาก็ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองหลายๆ อย่างเพื่อให้เขาสบายใจ ขณะที่แม่ยายได้ตัดสินใจย้ายออกจากบ้าน

“ถ้าอยู่คนเดียว ไปไหนคนเดียวก็แต่งหญิง มันรู้สึกเชิดฉาย มั่นใจว่าฉันสวยมาก สวมวิญญาณอั้ม พัชราภา เทียบกับตอนใส่ชุดผู้ชาย จะเศร้าๆ ซึมๆ เดินหลังงอๆ”

เวลาอยู่คนเดียวณัสธรใส่ชุดผู้หญิงแต่เมื่ออยู่กับภรรยา เขาเลือกใส่กางเกงสเลค แต่งตัวในลุคผู้ชายเรียบร้อย เพื่อไม่ให้แฟนลำบากใจและพอยอมรับได้ ทำให้สภาพจิตใจรวมถึงสถานการณ์ในครอบครัวดีขึ้นตามลำดับ

 

 

วิ่งเปลี่ยนชีวิต

แม้ทุกอย่างจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ภาวะซึมเศร้าก็ยังไม่ออกไปจากจิตใต้สำนึก ทุกคืนเขายังคงฝันร้ายและนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ อยู่

“มันมีบางอย่างค้างคา เราชอบพูดเรื่องเก่าๆ กับหมอ เรื่องตกงาน เรื่องหลาน แฟนเก่า แม่ยาย ภาพเก่าๆ มันหลอกหลอน เพราะมันอยู่ในบ้านของเรา ฝังอยู่ในใจ มองเห็นโซฟาที่หลานใส่บ็อกเซอร์นอนข้างๆ แฟน เราก็ไม่อยากไปนอนแล้ว ไม่อยากใกล้ ความทรงจำพวกนี้ผุดขึ้นมาเมื่อไหร่จะรู้สึกแย่มาก เครียดจนร้องไห้”

ณัสธรเอาชนะความทรงจำอันเลวร้ายได้อย่างเด็ดขาดเพราะการวิ่ง ที่ทำให้เกิดสมาธิอันแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน ได้พบเจอเพื่อนฝูงและคำชื่นชม จนกลับมาเห็นคุณค่าในชีวิตของตนเองอีกครั้ง

“เริ่มได้สติ ไม่อยากฆ่าตัวตาย วิ่งเอาแล้วกัน ถ้าจะตายก็ให้มันตายเพราะวิ่ง จาก 5 กิโลเป็น 10 กิโล เริ่มรู้จักเพจวิ่ง เข้าไปเป็นสมาชิกและโชว์ผลงานลงเพจ เฮ้ย มันมีคนชื่นชมเรา เป็นคำชมที่ไม่เคยได้รับมา 8 ปี เจอแต่คำดูถูกตลอดเวลา พวกเขากลายเป็นคนกลุ่มแรกที่ชมเรา”

ผู้ชายหัวใจสาว ฮึดและมีพลังพัฒนาระยะทางวิ่งอย่างต่อเนื่องจาก 15 กิโลเมตร เป็น 20 กิโลเมตร และปัจจุบัน 50 กิโลเมตร สนุกอยู่กับสิ่งที่ตัวเองจดจ่อ จนแพทย์เลิกจ่ายยาให้ในที่สุด หลังจากรับมาต่อเนื่องกว่า 1 ปี

“นี่แหละชีวิตเรา ทุกครั้งที่วิ่ง เราจะมีสมาธิคิดแต่ว่าก้าวซ้าย ก้าวขวา หายใจเข้าหายใจออก สมองจดจ่อกับการวิ่ง เรื่องไร้สาระมันหายไปเลย”

 

 

คนรักเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ เพราะทำให้มีสมาธิและเลิกคิดมากกับการดำเนินชีวิตของภรรยา

“เมื่อก่อนเราเอาแต่นอยด์ ทำไมเขาไม่โทรมา ภรรยาก็เครียดทำงานเหนื่อยๆ แล้วโดนสามีจ้องจับผิด พูดง่ายๆเหมือนเราเป็นแม่บ้านที่มัวแต่บ่นสามีที่ไปออกงานสังคมบ่อยๆ  มันสลับกันกับคู่อื่นๆ”

ภาวะจิตใจไม่ตรงกับเพศกำเนิด ไม่ได้เป็นปัญหาในชีวิตคู่ ทุกวันนี้เขายังสามารถให้ความสุขทางเพศกับภรรยาได้ แม้จะลดน้อยลง เนื่องจากผลกระทบของฤทธิ์ยาและฮอร์โมน ขณะที่บทบาทของคนเป็นพ่อก็เดินหน้าไปได้ด้วยดี โดยภาพของเขาในสายตาลูกคือ คนที่ออกกำลังกายและมีสุขภาพแข็งแรง

“เราอยากใส่กระโปรงทุกวัน แต่มันมีลิมิต เกรงใจ ยังรักแฟนอยู่ เต็มที่ก็แค่กันคิ้ว ทาหน้า ใส่บิ๊กอาย ทำนองนั้น เรื่องเสื้อผ้าพยายามใส่แล้วไม่ให้เขาอายเวลาเดินกับเรา เช่นกันกับลูก ไปรับเขาที่โรงเรียนเราก็แต่งเป็นผู้ชาย”

 

 

เวลานี้เขามีความสุขมากกับการเป็นพ่อบ้านคอยดูแลลูกและภรรยา ทุกๆ อย่างลงตัว การสื่อสาร ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นไปด้วยดี แม้ภรรยาจะยังไม่กล้าประกาศบอกทุกคนว่าสามีมีสภาวะแบบนี้ก็ตาม

“เข้าใจแล้วว่าแฟนรักเราจริงๆ พยายามจะเปลี่ยนเพื่อตัวเรา ที่ผ่านมาเขาเต็มที่กับงานและอยากพัฒนาตัวเอง มีเพื่อนๆ และอยากไปเฮฮา ส่วนเราเป็นเหมือนผู้หญิงขี้น้อยใจ คิดมากว่าเขาต้องมีคนอื่น  เรากลับมานั่งคุยกัน เขายืนยันว่าไม่มีเรื่องแบบนั้นแน่นอน”

บทเรียนและประสบการณ์ที่ผ่านมา สอนให้รู้ว่าณัสธร รู้ว่าเกิดเป็นคนอย่าเก็บเรื่องเศร้ามาคิดมากจนกระทบกับชีวิตในปัจจุบันและอนาคตหรือความฝันของตัวเอง

“อย่าจมกับอดีต ความเศร้า ลองค้นหาตัวเองว่าอยากทำอะไร อยากมีชีวิตและใช้มันแบบไหน ลงมือทำมัน ชีวิตมันอาจจะสั้นเกินจนเราทำมันไม่ทัน อย่าปล่อย อย่าช้า อย่ามั่วเอาชีวิตไปทิ้งกับอดีตที่แก้ไขไม่ได้ คนเราทำได้ทุกอย่าง ถ้าอยากจะทำ ค้นหาวิธีการและลุกขึ้นมาทำ แล้วเราจะได้เห็นคุณค่าของตัวเอง เราทำอะไรได้มากกว่านี้”

หากเป็นในอดีต การถูกเพื่อนแซวว่า “แหม่..ชีวิตดีนะ ไม่ต้องทำงาน ให้เมียเลี้ยง วันๆ เอาแต่ออกกำลังกาย” เธอคงจะเครียดมากและรู้สึกอย่างตาย แต่ตอนนี้เธอเลือกสวนเพื่อนกลับด้วยรอยยิ้มและประโยคที่ว่า

“ทำไมอ่ะ กูมีผัวดี”

 

 

บทความแนะนำ