เปิดปฏิบัติการจับแก๊งตุ๋น ในคราบคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 27 ก.พ. 2555 เวลา 07:59 น.
เปิดปฏิบัติการจับแก๊งตุ๋น ในคราบคอลเซ็นเตอร์
โดย...วัสยศ งามขำ

นับเป็นพัฒนาการใหม่ของแก๊งต้มตุ๋นที่มาในรูปแบบของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ซึ่งกำลังก่อความวุ่นวายหลอกลวงเอาเงินจากเหยื่อผ่านสายโทรศัพท์ วิธีการนี้ถูกนำมาต้มตุ๋นกับเหยื่อที่ตกใจจนติดกับดักได้ง่ายๆ

ล่าสุด เล่นละครจัดแสดงโดยใช้เสียงกรอกผ่านโทรศัพท์ ก่อนที่จะทำให้เหยื่อหลงเชื่อด้วยการกุเรื่องว่าเป็นแก๊งเรียกค่าไถ่ ทำให้เหยื่อต้องสูญเงินนับแสนบาทภายในไม่กี่นาที แต่ในที่สุดก็ไม่รอดเงื้อมมือตำรวจกองปราบปราม เมื่อซ้อนแผนตุ๋นตลบหลังลากตัวมานอนในมุ้งสายบัวได้ภายในไม่ถึง 1 เดือนหลังเกิดเหตุ

การตามล่าตัวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เปิดฉากเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจาก ยมภรณ์ จิตรบรรเทา แม่ค้าเสื้อผ้าที่ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง กระหืดกระหอบเข้าแจ้งความบอกว่า บุตรชาย คือ ศุภกรณ์ ตั้งวงศ์เจริญ หรือน้องแบงก์ นักเรียน ม.4 สาธิตปทุมวัน วัย 16 ปี ถูกจับไปเรียกค่าไถ่ เนื่องจากไปค้ำประกันเงินให้เพื่อนมากถึง 6 แสนบาท!!!

 

แม้เธอจะรู้ว่าถูกหลอกและโอนเงินไปให้แก๊งชั่วแล้ว 2 แสนบาท และอายัดคืนกลับมาได้ 4 แสนบาท ก็รีบไปแจ้งความกับ พ.ต.อ.ณัฐกร ประภายนต์ ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม นายตำรวจมือปราบจึงเรียกนักสืบหนุ่มในคาถาอย่าง พ.ต.ต.กริช วรทัต สารวัตรกองกำกับการ 2 กองปราบปราม เข้ามาเป็นหัวหอกในการแกะรอยกลุ่มคนร้ายทันที

การสันนิษฐานเบื้องต้นเขาเชื่อว่าพฤติกรรมของคนร้ายน่าจะแตกต่างจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วไป ที่มีฐานการกระทำความผิดในต่างประเทศที่ยากต่อการจับกุม แต่พฤติกรรมแก๊งนี้ไม่น่าจะยาก เพราะเป็นเพียงแก๊งต้มตุ๋น

ข้อมูลที่เหยื่อเล่าให้สารวัตรกริชฟังนั้น ทำให้เขาทราบว่ากลุ่มคนร้ายได้โทรศัพท์เข้ามาหาเหยื่อ โดยบอกให้ชำระหนี้จำนวน 6 แสนบาท หากไม่ทำตามจะตัดแขนและขาของลูกชายที่จับไว้เป็นตัวประกัน นอกจากนั้นยังขู่ว่าห้ามปิดโทรศัพท์ และไม่ให้นำเรื่องนี้ไปบอกใคร

“กลุ่มคนร้ายมีการวางแผนที่ซับซ้อนพอสมควร เพื่อให้เรื่องราวเหมือนจริงมากที่สุด มีการหลอกถามชื่อของตัวเด็กจากแม่จนพลั้งปากบอก มีการจัดตัวละครทำเสียงเป็นเด็กผู้ชายร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว และให้พูดสายสั้นๆ ว่าถูกใครก็ไม่รู้จับตัวขึ้นมาในรถตู้ นับเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของแก๊งต้มตุ๋นที่ทำให้สถานการณ์เหมือนจริงมากที่สุด จนเหยื่อตกใจและตายใจหลงเชื่อ” สารวัตรกริช บอก

กลเม็ดเด็ดพรายที่แก๊งคนร้ายนำมาใช้ในครั้งนี้จะเริ่มจากการสุ่มโทรศัพท์ที่ไม่ต่างอะไรจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยสุ่มไปตามหมายเลขต่างๆ พร้อมกับมั่วแต่งเรื่องราวให้เกิดขึ้น หากปลายสายเริ่มพูดคุยและเข้าทาง ก็ถือว่าเริ่มต้นนับหนึ่งที่มันจะจู่โจมเข้าสู่กระบวนการขั้นต่อไปแบบเป็นระบบ

แฟ้มสืบสวนคดีนี้ของสารวัตรกริช บันทึกไว้อย่างเป็นขั้นตอนว่า หลังจากที่ได้รับแจ้งความ แผนการสืบสวนจากเบาะแสขั้นแรกก็ถูกกำหนดขึ้นทันที โดยเริ่มจากตามหาชื่อเจ้าของบัญชีเงินฝาก ตามหมายเลขบัญชีที่ผู้เสียหายโอนเงินไปให้

ซึ่งก็ไม่นานนักก็ได้คำตอบจากธนาคารกรุงเทพ ว่าเจ้าของบัญชีมืดรายนี้คือ สุพจน์ พรหมบุตร การควานหาตัวเบาะแสแรกจึงเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันด่วน และก็ไม่เข้าขั้นยาก เพราะเพียงไม่กี่วันตัวสุพจน์ก็อยู่ในอุ้งมือของชุดสืบสวนแล้ว การดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คือ สาวไปสู่เพื่อนร่วมขบวนการ และไม่กี่วันถัดมา พรเทพ วชิรโกมล ก็ถูกดึงตัวมาอีกคน มันเปิดปากอย่างง่ายดายว่าเป็นผู้ว่าจ้างให้สุพจน์เป็นคนเปิดบัญชีธนาคารไว้

การสืบสวนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการสอบสวนปากคำสุพจน์ และพรเทพ คีย์แมนคนสำคัญก็ถูกเปิดโฉมหน้าออกมา นั่นคือ อาขวา หรือตี๋ แซ่ลี มีถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงราย ดินแดนที่อุดมไปด้วยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยตัวอาขวาทำหน้าที่นำบัตรเอทีเอ็มที่เหยื่อโอนเงินเข้าไปให้ ไปกดเงินออกเพื่อแจกจ่ายให้กับเพื่อนร่วมก๊วนตุ๋น

ชุดสืบสวนเริ่มจากตรวจสอบกับธนาคารจนรู้ว่าตู้เอทีเอ็มที่อาขวาไปกดเงินนั้นเป็นตู้ของธนาคารกรุงไทย สาขาโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง เมื่อตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดแล้ว โฉมหน้าของอาขวาก็ปรากฏขึ้น การติดตามตัวจึงไม่ยากมากนัก

การวางแผนจับอาขวา สารวัตรกริชใช้วิธีเอา “เกลือจิ้มเกลือ” ดัดหลังจากวิธีการที่เคยทำ สารวัตรกริชให้สุพจน์โทรศัพท์ไปหาอาขวา โดยโกหกว่าต้องการใช้เงิน แสร้งว่าต้องการเงินเพื่อนำไปเปิดบัญชีเพิ่มเติมไว้สำหรับรองรับเหยื่อรายใหม่ โดยสุพจน์แสดงละครได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้แก๊งต้มตุ๋นหลงเชื่อ และยืนยันว่าจะออกมาโอนเงินให้ ซึ่งก็ไม่นานนัก อาขวาก็ถูกคล้องด้วยกุญแจมือ

เขาสารภาพอย่างหมดเปลือกว่ามีหน้าที่คอยซื้อสมุดบัญชีและกดเงิน ได้รับค่าจ้าง 10% จากเงินที่ไปกดมา แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโทรศัพท์ไปหลอกลวงผู้เสียหาย

ตำรวจสืบทราบและออกหมายจับเพื่อนร่วมแก๊ง คือ ปิยพงษ์ อริยานนท์ อายุ 22 ปี หัวหน้าแก๊ง วิภาวาณี แซ่เจ้า อายุ 28 ปี นิตยา แซ่เจ้า อายุ 22 ปี และชายไม่ทราบชื่อ ซึ่งเป็นสามีของ นิตยา