
“ต้าห์อู๋ พิทยา” จากบูธนิสิตเกษตรแฟร์ สู่เจ้าของ “โกโก้ในตำนาน” ปั้นธุรกิจทีละก้าว
“ต้าห์อู๋ พิทยา” ถอดบทเรียนจากบูธนิสิต สู่ “โกโก้ในตำนาน” ผู้ปลุกกระแส “โกโก้ช็อกขูด” ปั้นธุรกิจทีละก้าว ก่อนต่อยอดถึงต้นน้ำและตลาดโลก
KEY
POINTS
- “ต้าห์อู๋ พิทยา” ถอดบทเรียนจากนิสิตขายของในงานเกษตรแฟร์ สู่เจ้าของ "โกโก้ในตำนาน" ผู้ปลุกกระแส “โกโก้ช็อกขูด” เจ้าแรก
- ปั้นธุรกิจทีละก้าว เปรียบแบรนด์เหมือน Music Festival สัญจรตามงานแฟร์
- ใช้แนวคิเตือนสติตัวเอง "เวลาไหลผ่านไปย้อนกลับมาไม่ได้" อยากทำอะไรเริ่มทำ
จากบูธเล็ก ๆ ในงานเกษตรแฟร์ สู่วันที่มีคนต่อคิวซื้อโกโก้ และกลายเป็นแบรนด์ที่คนจดจำจาก “แก้วสีแดง”
เส้นทางธุรกิจของ “ต้าห์อู๋ พิทยา แซ่ฉั่ว” นักร้องนักแสดงชื่อดังกับแบรนด์ “โกโก้ในตำนาน” (Legendary Cocoa) ที่ปีนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมากจากดราม่าก็อปปี้ที่แบรนด์อื่นเปิดทีหลัง แต่มีความคล้ายกับโกโก้ในตำนานจนกลายเป็นประเด็นร้อนอยู่พักหนึ่ง
โดยแบรนด์โกโก้ในตำนาน เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 ณ งานเกษตรแฟร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ก่อตั้งโดย “เฮียเต้ย เงินล้าน” และ “ต้าห์อู่ พิทยา” เป็นผู้บุกเบิกกระแส “โกโก้ช็อกขูด” รายแรกในไทย และบทความนี้ จะพาไปเปิดเบื้องหลังแนวคิด และการบริหารจัดการ แบรนด์โกโก้ในตำนาน
จากรั้วเกษตรแฟร์ สู่โกโก้แก้วแดง
ย้อนกลับไปในช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย เส้นทางธุรกิจของ "ต้าห์อู๋ พิทยา" เริ่มต้นจากการเปิดร้านขายของในงานเกษตรแฟร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 เรื่อยมาจนถึงปีที่ 4 เขาผ่านการลองผิดลองถูก ขายสินค้าหลากหลายชนิดเพื่อค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด จนกระทั่งพบว่า "โกโก้" คือสินค้าที่ได้รับผลตอบรับดีที่สุด
เมื่อค้นพบสินค้าที่ใช่ การสร้างแบรนด์จึงเริ่มต้นขึ้นภายใต้ชื่อ "โกโก้ในตำนาน" (Legendary Cocoa) โดยวางเอกลักษณ์การจดจำผ่าน “ร้านสีแดงและแก้วสีแดง" พร้อมชูเมนูไฮไลต์อย่าง "โกโก้โรยช็อกโกแลตขูด"
ซึ่งไอเดียนี้ ต้าห์อู๋ เล่าว่า มาจากการสังเกตพฤติกรรมผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok ว่าคลิปวิดีโอที่มีท็อปปิ้งเยิ้มๆ หรือดูน่าตื่นเต้นอยู่ด้านบน จะสามารถดึงดูดสายตาและสร้างความสนใจให้กับผู้พบเห็นได้ดีที่สุด
สร้างแบรนด์โดย Personal Brand
ในมิติการตลาด ต้าห์อู๋ เล่าว่า การสร้างคอนเทนต์ให้เป็นไวรัลบน TikTok เกิดจากการเรียนรู้การทำงานของอัลกอริทึมผ่านเทคนิค Storytelling โดยเล่าเรื่องตามลำดับโครงสร้างที่น่าติดตาม นำเสนอจุดที่เป็นปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหา เพราะธรรมชาติผู้บริโภคมักสนใจและอยากรู้ว่าปัญหาเหล่านั้นจะถูกจัดการอย่างไร
ขณะเดียวกัน การนำชื่อเสียงจากการเป็นศิลปินมาใช้ ถือเป็น "ดาบสองคม" เขาบอกว่า แม้ Personal Brand จะช่วยสร้าง Engagement และดึงดูดลูกค้าให้มาที่หน้าร้านได้มาก แต่ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ก็ผูกติดกับชื่อเสียงส่วนตัว หากคุณภาพสินค้าไม่ได้มาตรฐานจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงทันที จึงกลายเป็นปัจจัยบังคับให้ต้องพิถีพิถันและรักษามาตรฐานแบรนด์อย่างเข้มงวด
Festival Experience สัญจรงานแฟร์
ถ้ามองจากภาพของธุรกิจร้านเครื่องดื่มทั่วไป การมีหน้าร้านอยู่ในทำเลที่คนเดินผ่านทุกวันน่าจะเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่สำหรับ “โกโก้ในตำนาน” แบรนด์ยังไม่มีหน้าร้านถาวร และเลือกออกเดินทางไปหาลูกค้าตามงานแฟร์และเทศกาลต่าง ๆ แทน
เหตุผลหนึ่งมาจากการมองเห็น “คน” เป็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะงานแฟร์แต่ละแห่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมมหาศาล อย่างงานเกษตรแฟร์ที่มีผู้เข้าชมรวมเกือบ 1,000,000 คน หรือในวันงานวิทยาศาสตร์เพียงวันเดียว ก็มีนักเรียนเดินทางเข้ามามากกว่า 50,000 คน ยังไม่รวมผู้คนจากต่างจังหวัดที่เข้ามาร่วมงาน
เมื่อจำนวนคนคือโอกาส การไม่มีหน้าร้านจึงไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป แต่กลายเป็นวิธีสร้างประสบการณ์ให้กับแบรนด์
ต้าห์อู๋เปรียบเทียบภาพนี้กับการเล่นคอนเสิร์ตใน Music Festival หากศิลปินขึ้นแสดงอยู่ที่เดิมทุกวัน ความรู้สึกตื่นเต้นก็อาจค่อย ๆ หายไป แต่เมื่อย้ายเวทีไปตามเทศกาลต่าง ๆ ผู้คนจะเกิดความรู้สึกสดใหม่และเฝ้ารอว่า “ครั้งต่อไปจะเจอกันที่ไหน”
โกโก้ในตำนานจึงใช้แนวคิดเดียวกัน ลูกค้าไม่ได้เจอโกโก้ในตำนานทุกวัน แต่ต้องติดตามว่าแบรนด์จะไปออกงานที่ไหน และเมื่อถึงวันที่แบรนด์เดินทางไปถึงพื้นที่นั้น การซื้อโกโก้หนึ่งแก้วจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในงานไปด้วย
กลยุทธ์นี้ยังเปิดทางให้แบรนด์เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปหาลูกค้าในจังหวัดต่าง ๆ ทำให้การ “ออกสัญจร” ไม่ได้เป็นเพียงวิธีขายของ แต่กลายเป็นเครื่องมือทดลองตลาดและขยายฐานลูกค้าไปพร้อมกัน
ทว่าเบื้องหลังภาพบูธที่ดูคึกคักกลับมีโจทย์ที่หนักไม่แพ้การบริหารร้านขนาดใหญ่ เพราะงานแฟร์มีจังหวะการซื้อที่รวดเร็ว ลูกค้ามีเวลาจำกัด และจำนวนคนในแต่ละช่วงเวลาไม่แน่นอน ขณะที่การขายแบบ Outdoor ยังต้องเจอกับสภาพอากาศและอุณหภูมิที่ส่งผลต่อน้ำแข็งและคุณภาพเครื่องดื่ม
โจทย์เหล่านี้ทำให้ “หลังบ้าน” กลายเป็นเรื่องที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้หน้าร้าน ทั้งการนำระบบ SOP เข้ามาควบคุมขั้นตอนการทำงาน การชงในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อรักษารสชาติให้ใกล้เคียงกัน รวมถึงการฝึกพนักงานอย่างสม่ำเสมอ
แม้แต่เรื่องที่ดูเป็นรายละเอียดอย่างตำแหน่งตั้งบูธก็ต้องคิดเป็นระบบ แบรนด์เลือกพื้นที่บริเวณหัวมุมเพื่อเปิดทางเดินให้โปร่ง แยกจุดรับคิวและชำระเงินออกจากจุดรับสินค้า พร้อมเตรียมแผนสำรอง A, B และ C สำหรับรับมือกับจำนวนลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เดินตามจังหวะตัวเอง ทีละก้าว
สำหรับ “โกโก้ในตำนาน” เป้าหมายของการเติบโตไม่ได้ถูกวัดด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากโจทย์ที่อยู่ตรงหน้าในแต่ละวันว่า วันนี้แบรนด์ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ และมีอะไรที่ยังต้องปรับปรุงอีกบ้าง
แนวคิดนี้ทำให้ต้าห์อู๋ไม่ได้รีบวางภาพธุรกิจไปไกลจนเกินกว่าจังหวะที่ตัวเองกำลังเดินอยู่ แต่เลือกโฟกัสกับการทำให้คนได้รู้จักและมีโอกาสลิ้มลอง “โกโก้ในตำนาน” ให้มากขึ้นก่อน แล้วค่อยนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากแต่ละพื้นที่กลับมาพัฒนาแบรนด์ต่อ
จากกรุงเทพฯ จึงค่อย ๆ ขยับไปสู่หัวเมืองต่างจังหวัดที่ยังมีโอกาสให้เข้าไปทำตลาด เพราะในมุมของเขา ตลาดต่างจังหวัดไม่ได้เล็กกว่ากรุงเทพฯ และยังมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย รวมถึงกำลังซื้อที่น่าสนใจ พร้อมกับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่ ทั้งเมนูขนม เบเกอรี่ และการสร้างแบรนด์ใหม่ในเครืออย่าง “เฮีย” เพื่อให้ธุรกิจมีสินค้าที่หลากหลายขึ้น
หันกลับไปมองต้นน้ำ
แต่จุดที่น่าสนใจที่สุดอาจอยู่ที่การมองย้อนกลับไปยัง “ต้นน้ำ” ของสิ่งที่ขายอยู่ทุกวัน จากเดิมที่ธุรกิจอยู่ปลายน้ำอย่างการชงและขายเครื่องดื่ม ต้าห์อู๋บอกว่า เขาเองก็เริ่มสนใจเรื่องการปลูกโกโก้ด้วยตัวเอง อยากลงพื้นที่ไปเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการปลูก การดูแล ไปจนถึงสายพันธุ์โกโก้ที่เหมาะกับประเทศไทย เพราะการเข้าใจวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางอาจกลายเป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญของการสร้างธุรกิจในระยะยาว
มากกว่านั้น สวนโกโก้ในภาพที่เขามองไว้ยังมีเรื่องของคนและชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งการสร้างงาน สร้างอาชีพ และทำให้รายได้หมุนเวียนกลับไปสู่ท้องถิ่น
ทั้งหมดนี้อาจยังเป็นเส้นทางที่ต้องใช้เวลา และยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้ระหว่างทาง แต่สำหรับต้าห์อู๋ หลักคิดสำคัญกลับเรียบง่ายกว่าการวางแผนธุรกิจระยะยาว นั่นคือการลงมือทำ เพราะหากไม่เริ่มต้นเลย ต่อให้มีความฝันที่ใหญ่แค่ไหน ธุรกิจก็ไม่มีวันเดินไปถึงจุดนั้น
เวลาไม่ย้อนกลับได้
เขายึดคำสอนจีนที่ว่า "เวลาไหลผ่านไปไม่สามารถย้อนกลับมาได้" เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ใช้เตือนตัวเอง เพราะเวลาที่ผ่านไปไม่สามารถย้อนกลับมาได้
“ใครที่อยากเริ่ม อยากทำอะไร ผมว่าเริ่มได้เลย ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่รู้ว่าเริ่มยังไง ก็ต้องหาที่ปรึกษาว่าอะไรถูกล็อกอยู่ ติดตรงไหน มีคนหาทางออกให้นะ เพราะว่าถ้าเราไม่เริ่มเลย ตัวผมเอง ผมก็เริ่มมาจาก การเป็นนิสิตขายในเกษตร ได้โอกาสทำ กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง
แต่อย่างน้อยมันได้รู้ มันได้เห็นข้อผิดพลาดต่างๆ แล้วได้เริ่มปรับปรุงไปทีละนิด มันจะไม่โตเลยถ้าเราไม่เริ่ม เหมือนตัวอ่อนที่ไม่มีวันออกจากไข่ หากไม่ยอมทำลายเปลือกเดิมของตัวเองออกมา เหมือนต้นไม้ถ้าไม่เริ่มปลูกก็จะไม่โต”
ฉะนั้นจะเห็นว่า จากประโยคที่ว่า “เวลาไหลผ่านไปไม่สามารถย้อนกลับมาได้” จึงไม่ได้เป็นเพียงคำพูดเรื่องการบริหารเวลา แต่เป็นวิธีคิดของคนทำธุรกิจที่เชื่อว่า โอกาสจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเรากล้าลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้
แหล่งข้อมูล : งาน สสว. UNLOCK ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย ณ เซ็นทรัล ขอนแก่น
ที่มาภาพ : เพจ Osmepสสว เพจโกโก้ในตำนาน







