
“พาณิชย์” แจ้งผู้ประกอบการรับ ACFTA 3.0 จ่อบังคับใช้ เปิดทางธุรกิจไทยรุกจีน
กรมการค้าต่างประเทศเผยความคืบหน้าการบังคับใช้พิธีสารการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) จ่อใช้ ระบุจะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทยเพียบ
KEY
POINTS
- กรมการค้าต่างประเทศเผยความคืบหน้าการบังคับใช้พิธีสารการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) ล่าสุดมีสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศได้ดำเนินกระบวนการภายในเสร็จแล้ว รอแค่จีน
- หากแล้วเสร็จ จะมีผลบังคับใช้ภายใน 60 วัน
- ระบุจะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทยเพียบ ทั้งการอำนวยความสะดวกทางการค้า การค้ายุคดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว โอกาสค้าขายของ MSME
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามการบังคับใช้พิธีสารการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) หลังจากที่อาเซียนและจีน ได้ลงนามในพิธีสารฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2568 ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ซึ่งเป็นการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนเดิมที่ได้มีการลงนามครั้งแรกในปี 2545
โดยล่าสุดสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และไทย ได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากฝ่ายจีนดำเนินกระบวนการแล้วเสร็จ จะทำให้พิธีสารดังกล่าวมีผลใช้บังคับภายใน 60 วัน
ทั้งนี้ ในส่วนของไทยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 เห็นชอบให้เสนอพิธีสารยกระดับ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับพิธีสาร ACFTA 3.0 เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอาเซียน-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือใหม่ 5 ด้าน ได้แก่
- การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค
- เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อรองรับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ
- เศรษฐกิจสีเขียวมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน
- ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในภาคการผลิต
- วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้เข้าถึงตลาดจีนและอาเซียนได้สะดวกขึ้น พร้อมทั้งลดอุปสรรคทางการค้า
นางอารดากล่าวว่า ภายใต้ ACFTA 3.0 แม้จะไม่มีการลดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหรือเปิดตลาดใหม่ แต่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยจะได้รับแต้มต่อทางการค้าที่สำคัญ ประกอบด้วย การอำนวยความสะดวกทางการค้าที่รวดเร็วขึ้นโดยสามารถตรวจปล่อยสินค้าด่วนภายใน 6 ชั่วโมง การลดต้นทุนและเวลา
โดยใช้ระบบไร้เอกสารผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EODES) การมีกฎเกณฑ์รองรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ข้ามพรมแดน ซึ่งช่วยให้ MSMEs ของไทยสามารถนำสินค้าวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มจีนได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดในไทยเพิ่มขึ้น
อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ไทยและอาเซียนสามารถเข้าถึงการสนับสนุนเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนโดยจีน
“กรมในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกในการส่งออกและนำเข้าสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ จะติดตามและนำเสนอความคืบหน้าของ ACFTA 3.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากพิธีสารฉบับดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของไทยต่อไป”
จากสถิติและมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีน พบว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียนต่อเนื่องเป็นเวลา 16 ปี
โดยในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน มีมูลค่า 916,149.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.59% โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากเวียดนามและมาเลเซีย
สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน ในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 641,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาเซียนส่งออกไปจีน มูลค่า 234,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากจีน มูลค่า 406,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียนไปจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ เหล็กและเหล็กกล้า ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้
ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของอาเซียนจากจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น







