
หอการค้า ดันตั้ง กรอ.เกษตร ปลดล็อกประมง-อาหารดันส่งออก
หอการค้าไทย หารือกระทรวงเกษตรฯ ปลดล็อกอุปสรรคอุตสาหกรรมการประมง ดันตั้งกลไก กรอ.เกษตรและอาหาร แก้ไขเป็นรายสินค้า
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยธีรพงศ์ จันศิริ ที่ปรึกษา ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และชูพงษ์ ลือสุขประเสริฐ เลขาธิการสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และ อมรเทพ ทวีพานิชย์ ผู้อำนวยการบริหาร เข้าร่วมประชุมหารือกับสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมการประมงทั้งระบบ ตลอดจนร่วมกันขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านการส่งออก การเปิดตลาด และการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย
โดยที่ประชุมได้หารือถึงโอกาสในการขยายตลาดสินค้าประมงแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ อาทิ รัสเซีย ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมและมีโรงงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโรงงานส่งออกของไทย
โดยมีโรงงานไทยประมาณ 17 แห่ง ครอบคลุมกลุ่มสินค้ากุ้ง ปลาหมึก ทูน่า และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรมในระดับสากล เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันและรายได้ให้กับประเทศไม่น้อยกว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ หอการค้าไทย ยังได้มีการนำเสนอเพื่อพัฒนาและยกระดับสินค้าประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ การปรับปรุงพันธ์ุปลาเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนในประเทศ การส่งเสริมการนำเข้าเพื่อแปรรูปและส่งออกสินค้าประมงโดยต้องไม่กระทบต่อเกษตรกร , ลดต้นทุนพลังงานโดยการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าของเกษตรกรเพื่อเปลี่ยนถ่ายไปสู่ Green Economy , การสนับสนุนช่วยเหลือน้ำมันเขียวให้กับเรือประมง , ลดปัญหาและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรภายในประเทศ
กระทรวงเกษตรฯ รับทราบข้อเสนอของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งชี้แจ้งดำริของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในการการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในลักษณะราย Sector-specific และมุ่งแก้ไขปัญหาและข้อจำกัดของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างตรงจุด
พร้อมทั้ง จะมีการจัดคณะทำงาน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เพื่อเป็นกลไกชุดย่อยทำหน้าที่กลั่นกรองข้อเสนอ ปัญหา และอุปสรรคเชิงลึกจากภาคเอกชน ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ กรอ.เกษตร เพื่อให้กระบวนการตัดสินใจและการขับเคลื่อนนโยบายสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว ตรงประเด็น และตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนจึงเตรียมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 เดือนนับจากนี้ เพื่อเร่งจัดทำข้อมูล ข้อเสนอ และร่างแนวทางความร่วมมือในประเด็นต่าง ๆ ให้มีความชัดเจน เพื่อผลักดันให้การหารือครั้งนี้สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ทางการค้าที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการเปิดตลาด การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร การจัดหาวัตถุดิบ และการสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย







