posttoday
จับตา EU เข้มกติกาการค้าใหม่ คุมตั้งแต่วัตถุดิบการผลิต ถึงบรรจุภัณฑ์

จับตา EU เข้มกติกาการค้าใหม่ คุมตั้งแต่วัตถุดิบการผลิต ถึงบรรจุภัณฑ์

17 สิงหาคม 2569

จับตา EU เข้มกติกาการค้าใหม่ คุมตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำ ยันปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์ และการจัดการของเสีย สนค. เตือนผู้ประกอบการไทย รับมือ CBAM-EUDR-PPWR

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (EU) พบว่า กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านราคาและต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น 

 

โดย EU เป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญที่กำลังปรับระบบการกำกับดูแลการค้าทั้งระบบ (Trade Governance) ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การนำเข้าสินค้า การค้าออนไลน์ ไปจนถึงมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

 

สำหรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของ EU ไม่ได้เป็นเพียงการออกมาตรการรายด้าน หากแต่เป็นการปรับระบบการกำกับดูแลมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำที่กำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ กลางน้ำที่ยกระดับการกำกับดูแลการนำเข้าและการค้าออนไลน์ และปลายน้ำที่กำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ การใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสีย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

 

โดยในส่วนของต้นน้ำ EU ได้ทยอยกำหนดและบังคับใช้มาตรการสำคัญ อาทิ กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนของกิจการ (CSDDD) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้ว

 

รวมถึงกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2569 และผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.2570 ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง

 

โดยกำหนดให้ผู้ที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าดังกล่าวต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศของ EU เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่าและผลิตถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต ก่อนนำสินค้าเข้าหรือออกจาก EU

 

 

กลางน้ำ EU ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบศุลกากรและการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าผ่านช่องทาง e-Commerce โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าต่ำที่สั่งซื้อผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า จำนวนพัสดุมูลค่าต่ำที่เข้าสู่ EU เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.4 พันล้านชิ้นในปี 2565 เป็นเกือบ 5.9 พันล้านชิ้นในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าภายใน 3 ปี ส่งผลให้ EU เริ่มจัดเก็บอากรศุลกากรอัตราคงที่ 3 ยูโรต่อรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 

 

สำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโรที่นำเข้าจากประเทศนอก EU ซึ่งเดิมได้รับยกเว้นอากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศุลกากรและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2569 สินค้านำเข้าผ่านช่องทาง e-Commerce จะต้องมีรหัสประจำตัวผลิตภัณฑ์ (Product Identifier : PID) เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและบริหารความเสี่ยงด้านศุลกากร

         

ปลายน้ำ EU ได้ขยายมาตรฐานไปสู่การออกแบบและการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต โดยใช้ข้อกำหนดสำคัญภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.2569 ครอบคลุมทั้งสินค้าที่ผลิตภายใน EU และสินค้านำเข้าจากประเทศที่สาม

 

โดยกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถรีไซเคิลได้ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น รวมถึงควบคุมสารที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การห้ามใช้สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร สะท้อนทิศทางของ EU ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

         

นายนันทพงษ์กล่าวว่า การปรับกติกาการค้าของ EU มีทั้งโอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งต้องยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ระบบข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และบรรจุภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าสินค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ควรเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล เอกสารรับรอง และการประเมินต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ทั้งอากรศุลกากร ภาษี ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เพื่อวางแผนการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ไทยอยู่ระหว่างเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมค้าทองคำ จ่อถกคลังสัปดาห์หน้า ค้านเก็บภาษี-ดันไทยสู่ Gold Hub

สมาคมค้าทองคำ จ่อถกคลังสัปดาห์หน้า ค้านเก็บภาษี-ดันไทยสู่ Gold Hub