
เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เล่าบทเรียนความล้มเหลว ก่อนจะโต 24 สาขา
เจ้าของ "ซิงซิง หม่าล่า" เปิดบทเรียนล้มเหลวธุรกิจแรก สู่จุดเปลี่ยนปั้นแบรนด์หม่าล่า จนขยายได้ 24 สาขา ใช้กลยุทธ์เรียนรู้จากคู่แข่ง แต่ห้ามลอก- ทำโซเชียลเรียกลูกค้า
ในวันที่ตลาดหม่าล่าไม่ได้หวือหวาเหมือน 2-3 ปีก่อน และผู้เล่นจำนวนหนึ่งเริ่มหายไปจากตลาด แต่ก็ยังมีผู้เล่นหน้าใหม่หมุนเวียนเข้ามาอยู่ต่อเนื่อง
"ซิงซิง หม่าล่า" กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ยังขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีมากกว่า 24 สาขา โดย วิท-วริศ พรพงศา ผู้ก่อตั้ง ยอมรับว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากการตามกระแสอย่างเดียว แต่เกิดจากเรียนรู้อยู่ตลอด ซึ่งเขาเล่าว่า การเติบโตของแบรนด์ ไม่ได้มาจากการมองเห็นโอกาสในตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจาก "ความล้มเหลว" ของตนเองมาก่อน
ล้มเหลวจากธุรกิจแรก
ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย วิทตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า วันหนึ่งจะต้องมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง เขาจึงใช้เวลาว่างไปช่วยรุ่นพี่และเพื่อนเปิดร้าน เพื่อเรียนรู้ทุกขั้นตอนของการทำธุรกิจ ก่อนนำประสบการณ์เหล่านั้นมาต่อยอดหลังเรียนจบด้านสถิติ
ธุรกิจแรกของเขาคือ "ร้านหมูกรอบ" เมนูสตรีตฟู้ดยอดนิยมในเวลานั้น เริ่มจากการขายออนไลน์จนเก็บเงินลงทุนเปิดหน้าร้านได้สำเร็จ แต่เมื่อธุรกิจเติบโต ปัญหาที่ไม่เคยเรียนในห้องเรียนก็เริ่มปรากฏ ทั้งการบริหารกระแสเงินสด การควบคุมต้นทุน การจัดการทีมงาน ไปจนถึงการเลือกพาร์ตเนอร์
"ทำร้านอาหาร ไม่ใช่แค่ทำอาหารอร่อยแล้วจะประสบความสำเร็จ"
ประโยคนี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญ หลังธุรกิจแรกไปไม่รอด และเขาต้องยอมรับความพ่ายแพ้
แต่แทนที่จะยอมแพ้ไปเลย ช่วงวิกฤตโควิด-19 กลับกลายเป็นโอกาสครั้งใหม่ วิทหันมาขายไก่เกาหลีผ่านเดลิเวอรี สร้างรายได้จนสามารถเก็บเงินทุนได้อีกครั้ง ก่อนกลับมาเปิดร้านหมูกรอบในชื่อ "ช้อน หมูกรอบ" และเริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่
ช่วงเวลาเดียวกัน กระแสหม่าล่าสายพานกำลังมาแรง หลายคนรีบกระโดดเข้าสู่ตลาด วิทบอกว่าเขาก็สนใจในกระแสนี้ แต่เลือกเดินช้าๆ ด้วยการ
ใช้เวลาศึกษาธุรกิจของคู่แข่งแทบทุกแบรนด์ ทั้งทดลองชิม สังเกตรูปแบบร้าน วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย และตั้งคำถามว่า หากเป็นร้านของตัวเอง จะทำอะไรให้แตกต่าง
"ตอนนั้นมีผู้นำตลาดอยู่แล้ว แต่เราอยากรู้ว่า ถ้าเราทำ เราจะทำให้ดีกว่าเดิมตรงไหน"
คำตอบที่ได้คือ การสร้างความแตกต่างจาก "สินค้า" ไม่ใช่แค่ราคา
สูตรลับเฉพาะ “น้ำซุป” เอกลักษณ์ที่เคี่ยวเองกับมือ
ซิงซิง หม่าล่า จึงเกิดขึ้น โดยที่เขาเคี่ยวน้ำซุปเองกับมือ พัฒนาน้ำซุปมากถึง 15 รสชาติ ตั้งแต่หม่าล่าขาว หม่าล่าสไตล์จีน หม่าล่านมสด กระดูกหมู สุกี้ยากี้ ทรัฟเฟิล ต้มยำ แจ่วฮ้อน ไปจนถึงเมนูพิเศษอย่างหม่าล่ามะพร้าว
โดยมี "น้ำซุปหม่าล่าซิงซิง" เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์
ความแตกต่างไม่ได้อยู่แค่จำนวนรสชาติ แต่ยังอยู่ที่สูตรน้ำซุป ซึ่งปรับให้เข้ากับลิ้นคนไทย โดยใช้ส่วนผสมของเนยแทนน้ำมันพืชล้วน ช่วยให้ซุปหอม กลมกล่อม และลดความเลี่ยน ขณะที่ยังคงกลิ่นเครื่องเทศแบบหม่าล่าต้นตำรับ
การตลาดโซเชียล ต้องแข็งแรง
สำหรับวิท เขาบอกว่า การมีสินค้าดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะในยุคที่ลูกค้าเลือกหาร้านผ่านหน้าจอมือถือ "การตลาด" คืออีกหัวใจสำคัญของธุรกิจ
กลยุทธ์แรกที่เขาให้ความสำคัญคือการทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok และ Instagram เพราะเชื่อว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในวันนี้เริ่มต้นจากการค้นหาร้านอาหารผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้
หากแบรนด์สามารถสร้างการจดจำ มียอดรับชมสูง และถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่ลูกค้าจะค้นหาและตัดสินใจเข้าร้านก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
โซเชียล คือการใช้ "ตัวตน" ที่จริงใจคุยกับลูกค้า โดยแบ่งการทำงานเป็นสองส่วน
- หน้าบ้าน สื่อสารด้วยความสนุกสนาน อัปเดตสินค้าและโปรโมชั่นให้เร้าใจ
- หลังบ้าน มุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานคุณภาพ รสชาติ และการแก้ปัญหาต่างๆ
เขาแนะนำผู้ประกอบการรุ่นใหม่ว่า การทำคอนเทนต์สามารถเรียนรู้จากคนอื่นได้ แต่ไม่ควรลอกเลียนแบบ สิ่งสำคัญคือการสร้างตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจน และสื่อสารกับลูกค้าด้วยความจริงใจ
"ตั้งกล้องแล้วเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง ให้คนจำเราได้ ไม่ใช่จำว่าเราเหมือนใคร"
ส่วนอีกกลยุทธ์ที่เขาไม่เคยลดมาตรฐาน คือ "คุณภาพสินค้า" ตั้งแต่การควบคุมสูตรน้ำซุปและน้ำจิ้ม การคัดเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการรักษามาตรฐานรสชาติให้เหมือนกันทุกสาขา เพราะเชื่อว่า แม้การตลาดจะพาลูกค้าเข้าร้านได้ครั้งแรก แต่สิ่งที่จะทำให้ลูกค้ากลับมา คือรสชาติและประสบการณ์ที่ได้รับ
วิทมองว่าการรักษามาตรฐานรสชาติและการกำหนดกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาว นอกจากนี้เขายังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้บริการจาก สสว. (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขย่อม) ซึ่งเขามองว่าเป็นเสมือน "เพื่อนคู่คิด" ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพ SME ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้, เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ หรือการสร้าง Connection
"ถ้าเรารักธุรกิจของเรา เราจะอยู่กับเขาได้นานที่สุดและทำให้สำเร็จมากที่สุด... เหมือนเลี้ยงลูกคนหนึ่งเลยครับ" วิทกล่าว
แน่นอนว่าทุกธุรกิจย่อมมีอุปสรรคและความท้าทาย สำหรับ วิท แม้เขาจะเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ แต่เขามองว่า เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่อย่างต้นทุนวัตถุ ดิบและค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจและสงคราม โดยเฉพาะราคาพลาสติกและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว วิทตัดสินใจเด็ดขาดที่จะไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค
"เราเอาเรื่องนี้ไปให้ลูกค้ารับผิดชอบไม่ได้ เราเลยเลือกที่จะเป็นการ manage ต้นทุนฝั่งเราเอง ให้เรารับไหวมากที่สุด ต่อให้วันนี้กำไรจะลดลง แต่ลูกค้าจะต้องไม่เป็นภาระ"
จากผู้ประกอบการที่เคยล้มเหลวกับธุรกิจแรก วันนี้ "ซิงซิง หม่าล่า" กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ยังเติบโตท่ามกลางสมรภูมิหม่าล่าที่แข่งขันอย่างหนัก
พิสูจน์ให้เห็นว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้มาจากการวิ่งตามกระแสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเรียนรู้จากความผิดพลาด เข้าใจผู้บริโภค และไม่หยุดพัฒนาธุรกิจในทุกวัน
ปัจจุบันแบรนด์ "ซิงซิง หม่าล่า" เติบโตอย่างรวดเร็วถึง 24 สาขา โดยแบ่งเป็นรูปแบบชาบูบุฟเฟต์ 5 สาขา , แบบตักชั่ง (Express) 19 สาขา และ Delivery รวมถึงร้านช้อน หมูกรอบ ที่เน้นงานรับออกบูธและ Catering พร้อมให้บริการในทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย
แหล่งข้อมูล : "จากงาน สสว.Unlock ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย" ภาพจากเฟซบุ๊ก Osmepสสว







