
รู้จักเจลาโต้ให้มากขึ้น ต่างจากไอศกรีมอย่างไร ทำไมราคาสูง พร้อมพิกัดร้านดังในไทย
กระแสเจลาโต้ ชวนสงสัย ต่างจากไอศกรีมทั่วไปอย่างไร และทำไมบางแบรนด์ถึงขายแพง "โพสต์ทูเดย์" ชวนหาคำตอบ พร้อมเปิดลิสต์ร้านฮิตในไทย
จากกระแส "เจลาโต้" (Gelato) ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจเข้าใจว่าเจลาโต้เป็นของหวานคนละประเภทกับไอศกรีม และสงสัยว่าทำไมจึงมีราคาสูงกว่าไอศกรีมทั่วไป
แท้จริงแล้ว Gelato ก็คือ "ไอศกรีม" ในภาษาอิตาเลียน ขณะที่ Ice Cream ก็เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกไอศกรีมเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกคุ้นเคยกับคำว่าเจลาโต้ในฐานะของหวานระดับพรีเมียม มาจากร้านส่วนใหญ่ที่จำหน่าย Artisan Gelato หรือเจลาโต้แบบโฮมเมด ซึ่งเน้นการผลิตครั้งละไม่มาก ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง และให้ความสำคัญกับรสชาติจากวัตถุดิบธรรมชาติ
ต่างกันตรงไหน?
แม้จะเป็นไอศกรีมเหมือนกัน แต่เจลาโต้และไอศกรีมทั่วไปมีความแตกต่างในด้านส่วนผสมและวิธีการผลิต
โดยทั่วไป ไอศกรีมจะมีสัดส่วนของครีมสูงกว่า ทำให้มีไขมันมากกว่า ขณะที่เจลาโต้ใช้นมเป็นส่วนประกอบหลัก มีไขมันต่ำกว่า แต่ต้องอาศัยวัตถุดิบที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้น
อีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญคือ กระบวนการปั่น เจลาโต้จะปั่นด้วยความเร็วต่ำ ทำให้อากาศเข้าไปในเนื้อไอศกรีมน้อยกว่า ส่งผลให้เนื้อสัมผัสแน่น เนียน และมีความเข้มข้นของรสชาติมากกว่าไอศกรีมทั่วไป นอกจากนี้ยังเสิร์ฟที่อุณหภูมิสูงกว่าเล็กน้อย ทำให้ผู้บริโภครับรู้รสชาติของวัตถุดิบได้ชัดเจนขึ้น
ทำไมราคาสูงกว่า
สาเหตุที่เจลาโต้มีราคาสูงกว่าไอศกรีมทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ไม่ได้เกิดจากชื่อเรียก แต่เป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า ทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบสด เช่น นม ผลไม้ ถั่ว หรือช็อกโกแลตคุณภาพดี การผลิตในปริมาณจำกัด รวมถึงขั้นตอนการผลิตที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันมากกว่าไอศกรีมอุตสาหกรรม
ของหวานที่มีประวัติยาวนาน
ในอิตาลี เจลาโต้หมายถึง frozen หรือคือไอศกรีม แรกเริ่มมีไอศกรีม สันนิษฐานว่าเมื่อ 3000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวเอเชียที่อยากกินของเย็น ๆ จึงไปขูดหิมะบนภูเขาให้เป็นก้อน ๆ เอามาใส่ถ้วยตามด้วยผลไม้หั่นเป็นชิ้น เติมนมและน้ำผึ้งให้ความหวาน ชาวอียิปต์โบราณและชาวจีนรู้จักใช้ประโยชน์จากหิมะ ยังไม่เรียกว่าไอศกรีม ดูแล้วคงเหมือนน้ำแข็งไสราดน้ำหวาน
ไอศกรีมจริง ๆ เกิดขึ้นสมัยราชวงศ์ถัง ใช้นมควาย แป้งและการบูร กวนส่วนผสมแล้วเทใส่กระบอกไม้ไผ่หรือภาชนะนำไปแช่ในหิมะจนแข็ง เอากลับมากินเย็น ๆ ราดด้วยน้ำผึ้ง น้ำเชื่อมผลไม้ ธัญพืชและผลไม้ชนิดต่าง ๆ
ชาวเปอร์เซียก็ใช้วิธีทำไอศกรีมแบบเดียวกัน เติมน้ำกุหลาบ น้ำมะนาว เส้นก๋วยเตี๋ยวบาง ๆ กลายเป็นของว่างคลายร้อน
เมื่อมาร์โค โปโล เดินทางไปจีน เขานำวิธีทำไอศกรีมจากจีนกลับอิตาลี แล้วแพร่หลายสู่ยุโรป เล่ากันว่าในอิตาลี ตระกูลเมดิชีแห่งฟลอเรนซ์ เสิร์ฟของหวานเย็น ๆ ในงานเลี้ยง เรียกว่า ซอร์เบท์ (Sorbet) ที่ผสมเนื้อและน้ำผลไม้ลงไปในเกล็ดหิมะ ต่อมาแคเทอรีนแห่งเมดิชี
แนะนำหวานเย็นสูตรนี้สู่ฝรั่งเศส จากนั้นก็จ้าง Bernardo Buontalenti ให้เป็นพ่อครัวทำของหวานพิเศษถวายแด่พระราชาแห่งสเปน ของหวานนั้นมีเนื้อครีมขาวข้นและเย็น หน้าตาเหมือนเจลาโต้ยุคนี้
ต่อมา เชฟฟรานเชสโก โปรโคปิโอ เจ้าของภัตตาคารในเมืองปาเลอโม ในซิซิลี ทำเจลาโต้อร่อยและโด่งดังมากในช่วงปี 1694 เขานำสูตรนี้ไปเปิดคาเฟ่ในปารีส เริ่มใส่กาแฟ ช็อกโกแลต และของหวานต่าง ๆ ทำให้เย็นเสิร์ฟในถ้วยพอร์ซเลน ดูหรูหราและโด่งดังไปทั่วยุโรป ช่วงนั้นชาวฝรั่งเศสเรียกเจลาโต้ว่า Glace จนกระทั่งโลกวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ มีเครื่องจักร ตู้เย็น เราก็ได้ลิ้มลองกับเจลาโต้
"เจลาโต้ ไม่ใช่ไอศกรีม" คือเรื่องเข้าใจผิด
ดังนั้น ความเข้าใจที่ว่า "เจลาโต้ไม่ใช่ไอศกรีม" จึงไม่ถูกต้อง เพราะในความหมายของภาษา เจลาโต้ก็คือไอศกรีม เพียงแต่ในปัจจุบัน คำว่าเจลาโต้มักถูกใช้เรียกไอศกรีมสไตล์อิตาเลียนที่เน้นคุณภาพวัตถุดิบ เนื้อสัมผัส และกรรมวิธีการผลิตแบบอาร์ติซาน จึงทำให้มีต้นทุนและราคาสูงกว่าไอศกรีมทั่วไปในหลายกรณี
อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย มีร้านเจลาโต้ชื่อดังเข้ามาเปิดตลาดในไทย มีทั้งแบรนด์นำเข้า แบรนด์ไทย ซึ่ง "โพสต์ทูเดย์" รวบรวมร้านเจลาโต้ชื่อดังที่น่าสนใจ ดังนี้
Grazia Gelato & Coffee
แบรนด์เจลาโต้โฮมเมดสไตล์อิตาเลียนที่ก่อตั้งโดย เกรซ-รมมาศ อัมอุมงคลทิพย์ และ มิคาเอล เออร์เลีย์ จุดขายคือ เจลาโต้วีแกน ที่ใช้ไฟเบอร์จากพืช 5 ชนิดเป็นเบส ไม่เติมสี สารแต่งกลิ่น หรือสารคงตัว พร้อมปั่นสดใหม่ทุกเช้า เมนูยอดนิยม ได้แก่ มัทฉะจากญี่ปุ่น และสตรอว์เบอร์รีไทย นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มและขนมโฮมเมดให้เลือกอีกหลายรายการ ราคาเริ่มต้นที่ 125-255 บาท
Molto Gelato
อีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในไทย เริ่มเมื่อปี 2020 โดย ธฤษณุ คมโนภาส ด้วยจุดเด่นเรื่องเนื้อเจลาโต้ที่เนียนนุ่ม มีรสชาติให้เลือกหลากหลาย และออกเมนูใหม่อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ทั้งในห้างสรรพสินค้าและบริการเดลิเวอรี ราคาเริ่มต้นสคูปละ 89 บาท
เจลาโต้โฮมเมดจากญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดตลาดในไทยเมื่อปี 2019 ภายใต้บริษัท รินทาโร (ประเทศไทย) จำกัด โดยผู้ก่อตั้ง นากะอิมิ รินทาโร เน้นรสชาติแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ มีให้เลือกกว่า 18 รสชาติราคาเริ่มต้นที่ 150 บาท
Blendies
หนึ่งในแบรนด์ไทยที่มาแรงในตลาดเจลาโต้ ก่อตั้งโดย เชฟแบม-ธนโชติ ธรรมพีร เชฟผู้มีประสบการณ์ในร้านมิชลินสตาร์ที่ฝรั่งเศส และเคยเป็นอาจารย์ที่ Ecole Ducasse หลังกลับประเทศไทย เขามองเห็นช่องว่างของตลาด จึงเปิด Blendies ในปี 2023 พร้อมนำเสนอเจลาโต้พรีเมียมที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพ ราคาเริ่มต้น 129 บาท
Felice Gelato
แบรนด์เจลาโต้สไตล์อิตาเลียนที่เจาะตลาดคนรักสุขภาพ ด้วยสูตรแคลอรีต่ำ ปราศจากไขมันทรานส์ และบางเมนูไม่มีน้ำตาล ให้เลือกทั้งรสนม ช็อกโกแลต คาราเมล รวมถึงซอร์เบต์ผลไม้
Aris Gelato
เจลาโต้โฮมเมดที่เน้นวัตถุดิบคุณภาพและรสชาติหวานน้อย เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลและดูแลสุขภาพ มีรสชาติให้เลือกหลากหลาย เช่น Blue Mint Hershey's Chocolate Chip, The Ultimate Vanilla และ Ampawa Coconut Sorbet
Dolce Gelatino
ร้านเจลาโต้โฮมเมดสไตล์อิตาเลียนที่ดำเนินธุรกิจโดย บริษัท มิลาโน ไอศกรีม จำกัด มีจุดเด่นคือรสชาติให้เลือกมากถึง 30 รส พร้อมราคาที่เข้าถึงง่าย ราคา 39-199 บาท
Gelateria Kitokki
ร้านเจลาโต้เพื่อสุขภาพที่เลือกใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาลทราย ก่อตั้งโดย แบม-พันณณิน ผู้พัฒน์ เน้นตอบโจทย์ผู้บริโภคสายเฮลท์ตี้ ราคาเริ่มต้น 145 บาท
CioccolatItaliani
แบรนด์เจลาโต้ระดับพรีเมียมจากอิตาลี ก่อตั้งโดย วินเซนโซ และ โจวานนี แฟร์ริเอรี โดดเด่นด้วยการผลิตแบบงานฝีมือ (Artisan) และมีให้เลือก 18 รสชาติ ราคาเริ่มต้น 180 บาท
Sorce : missicecream.com / กรุงเทพธุรกิจ







