
เชียร์บอลข้ามคืน สร้างเม็ดเงิน สนค.ผุดไอเดีย ดันสินค้า GI ไทยสู่ตลาดฟังก์ชัน
สนค. มองฟุตบอลโลก 2026 เป็นเมกะอีเวนต์เศรษฐกิจ เสนอไอเดีย “PLAY CHEER REBOOT” พลิกโฉมสินค้า GI ไทย 1.15 แสนล้าน สู่ตลาด Functional และเวชสำอางค์โลก เอาใจคนดูกีฬาข้ามคืน
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) มองว่า ฟุตบอลโลก 2026 หรือ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ไม่ใช่เป็นเพียงมหกรรมกีฬา แต่เป็น Mega Event Economy ที่เชื่อมโยงธุรกิจกีฬา สื่อ ร้านอาหาร ค้าปลีก การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสุขภาพ
โดย FIFA คาดว่ารอบธุรกิจปี 2566–2569 จะสร้างรายได้ประมาณ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.5 แสนล้านบาท ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า การถ่ายทอดสดในประเทศไทยอาจก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดรวมกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท และการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท โดยอาหารและเครื่องดื่มเป็นหมวดการใช้จ่ายสำคัญ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผอ.สนค. ระบุว่า การแข่งขันหลายคู่ที่ผ่านมาตรงกับช่วงดึกหรือเช้ามืดของไทย อาจทำให้ผู้บริโภค พักผ่อนน้อย เกิดความง่วง อ่อนล้า และความตื่นตัวลดลง เปิดโอกาสแก่ผลิตภัณฑ์กลุ่มโภชนาการเพื่อการฟื้นตัว เครื่องดื่ม ให้พลังงาน ผลิตภัณฑ์เพื่อความผ่อนคลายและการนอน ตลอดจนเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
โดยข้อมูลจาก EY, Innova และ Mintel สะท้อนว่า ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเครื่องดื่มฟังก์ชัน การดูแลสุขภาพเชิงรุก สุขภาพลำไส้ สุขภาวะทางจิตใจ และแนวทางแบบไร้แอลกอฮอล์ (Sober-Curious) มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวควรใช้สนับสนุนแนวโน้มตลาด มากกว่ายืนยันประสิทธิผลทางสุขภาพของผลิตภัณฑ์โดยตรง
สนค. เสนอแนวคิด “PLAY • CHEER • REBOOT” เพื่อเปลี่ยนแรงกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น
จากฟุตบอลโลกให้เป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นและสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทยเข้าสู่ตลาดอาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชัน และตลาดเวชสำอางโลก ซึ่งตลาดอาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชัน ในปี 2569 มีมูลค่าประมาณ 437.62 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.65 ต่อปีจนถึงปี 2577
ส่วนตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันมีมูลค่าประมาณ 181.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ และตลาดเวชสำอางมีมูลค่าประมาณ 80.59 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักกว่าร้อยละ 62
ประเทศไทยมีฐานทุนพร้อมรองรับ ทั้งสินค้า GI ที่ครอบคลุมครบ 77 จังหวัด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.15 แสนล้านบาท มีข้าว GI จำนวน 24 รายการ และมีเครือข่ายร้านอาหาร Thai SELECT ในประเทศและต่างประเทศ
ตลอดจนมีฐานอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร สมุนไพร เครื่องสำอาง และการส่งออกที่เข้มแข็ง จึงสามารถต่อยอดสินค้า GI จาก “สินค้าชุมชน” สู่วัตถุดิบฟังก์ชันพรีเมียม โดยใช้วิทยาศาสตร์อาหาร เทคโนโลยีการสกัด มาตรฐานสารสำคัญ และงานวิจัยรองรับ ตัวอย่างการต่อยอด ได้แก่ กระชายดำ ขมิ้นชัน และใบบัวบก สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความสดชื่นและลดความอ่อนล้า
ขณะที่ฟักข้าวและส้มโอทับทิมสยามสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีแคโรทีนอยด์เพื่อสนับสนุนสุขภาพดวงตา อีกทั้งมีมะพร้าวน้ำหอม GI สามารถเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์และเครื่องดื่มเติมน้ำและแร่ธาตุ ขณะที่มะขามป้อมสามารถผลิตภัณฑ์วิตามินซีและการวิจัยด้านสุขภาพลำไส้ ตลอดจนข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง สามารถพัฒนาสู่ขนมสุขภาพและน้ำนมข้าว ทั้งนี้การกล่าวอ้างประโยชน์ต่อสุขภาพต้องผ่านการทดสอบประสิทธิผล ความปลอดภัย และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สนค. เสนอการบูรณาการ GI × Thai SELECT × Sport & Wellness Tourism × Soft Power เชื่อมการชมฟุตบอล อาหารสุขภาพ ร้านอาหารไทย การท่องเที่ยวชุมชน GI เมืองรอง การนวดไทย และการซื้อสินค้าแปรรูปภายในประเทศ ช่วยยกระดับรายได้ทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ทำให้เกิดการกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา และเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวคุณภาพ
ฟุตบอลโลก 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ว่า สินค้า GI และสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยสามารถพัฒนาเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจมูลค่าสูงได้ หากขับเคลื่อนด้วยตลาดนำการผลิต นวัตกรรม หลักฐานทาง วิทยาศาสตร์และ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิจัย ผู้ประกอบการ และชุมชนอย่างเป็นระบบ







