
ฝากธุรกิจไว้กับแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด ไทยเสี่ยงแค่ไหน?
“ดร.วิทย์” ชวนคิด ฝากธุรกิจไว้กับแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด เสี่ยงแค่ไหน? เปิดโจทย์อีคอมเมิร์ซไทยมูลค่า 1.15 ล้านล้าน กับความจำเป็นที่ต้องมีแพลตฟอร์มของตัวเอง
ในโลกยุคปัจจุบัน คำว่า "ความมั่นคงของชาติ" ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทหารหรืออาวุธยุทโธปกรณ์อีกต่อไป แต่หมายถึงการที่ประเทศมีทรัพยากรที่เพียงพอในการ "รับแรงกระแทก" จากสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้ตลอดเวลา
ซึ่งหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 21 คือ แพลตฟอร์มดิจิทัล เราจะเห็นว่าในหลายประเทศ มักมีแพลตฟอร์มของตัวเอง ยกตัวอย่างประเทศในเอเชียอย่าง เกาหลีใต้ ที่มีแอปฯ สื่อสารของตัวเองเช่น Kakaotalk, Naver และอีกหลายตัว ขณะที่จีน มี We Chat, Weibo ญี่ปุ่น มี Line ฯลฯ
หากประเทศไทยยังคงพึ่งพาเพียงแพลตฟอร์มต่างชาติโดยไม่มีของตนเอง อะไรคือสิ่งที่เราจะสูญเสีย?
บทความนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้สรุปมุมมองของ ดร.วิทย์ สิทธิเวศิน (เฮียวิทย์) ผู้ดำเนินรายการ 8 minutes History และ Morning Wealth ที่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในงานเปิดตัวแพลตฟอร์ม “Thaimart”
การสูญเสีย "อากาศหายใจ" และอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ทุกค่ายต่างพยายาม "รีดกำไร" ให้ได้มากที่สุด ผู้ประกอบการไทยต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่
ดร.วิทย์ อธิบายเพิ่มว่า ทุกวันนี้โลกยังคงมีสงคราม มีการคว่ำบาตร ความไม่แน่นอนจะมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การที่เรายังยืมจมูกคนอื่นหายใจ ถ้าเขาปิดรูจมูกเรา เราจะหายใจไม่ออก
ปัจจุบันอีคอมเมิร์ซ และโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นลมหายใจหลักของพ่อค้าแม่ค้า โดยข้อมูลจาก Priceza เคยประเมินไว้ว่า ปี 2026 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะอยู่ที่ 1.15 ล้านล้านบาท เติบโตเฉลี่ยราว 7% จากปีก่อนหน้า
แต่สิ่งที่ร้านค้าออนไลน์ในไทยต้องแบกก็คือ ค่าธรรมเนียมระบบ (GP) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงใหญ่ที่สุดของตลาดนี้ เพราะแพลตฟอร์มของต่างชาติเรียกเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่กลืนกินกำไรจนหมด แต่ที่ผ่านมาคนไทยจำใจต้องจ่ายแค่เพราะว่าไม่มีทางเลือก
การที่ไทยไม่มีแพลตฟอร์มของตัวเอง ทำให้เราขาด "น่านน้ำใหม่" และขาดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการธุรกิจ
ดร.วิทย์ เปรียบเทียบว่าการมีแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่เป็นของคนไทยเอง จะช่วยให้เรามี "อากาศหายใจ" มากขึ้น มีทางเลือกในการค้าขายบนระบบอีคอมเมิร์ซที่ช่วยลดแรงกดดันจากการถูกผูกขาดได้
ความเสี่ยงจากการ "ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว"
บทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 สอนให้รู้ว่าการลงทุนหรือฝากชีวิตไว้กับที่ใดที่หนึ่งเพียงอย่างเดียวนั้นมีความเสี่ยงสูงและไม่ยั่งยืน การพึ่งพาแต่แพลตฟอร์มต่างชาติเปรียบเสมือนการใส่ไข่ทุกใบไว้ในตะกร้าใบเดียว
หากเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือราคา ทรัพย์สินและธุรกิจของคนไทยอาจดิ่งพสุธา และพินาศไปพร้อมกันได้ การมีแพลตฟอร์มไทยจึงเป็นทางออกในการกระจายความเสี่ยง และสร้างความมั่นคงให้ระบบเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น
การเสียโอกาสในการสร้าง "ระบบนิเวศดิจิทัล" ของตนเอง
ในโลกปัจจุบัน ระบบนิเวศดิจิทัลคือ "เลือดและลมหายใจ" ที่หมุนเวียนอยู่ในกายเรา หากไทยไม่มีแพลตฟอร์มของตัวเอง เราจะเสียโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์คนไทยจริงๆ
เหมือนที่ ดร.วิทย์ ยกตัวอย่างว่า แพลตฟอร์มไทยควรมีฟีเจอร์ที่ "ดีกว่าและตอบโจทย์กว่า" ของต่างประเทศ เพื่อจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบนิเวศของเรา การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติเพียงอย่างเดียวยังทำให้เราสูญเสียโอกาสในการสร้าง "เลือดจำนวนใหม่" ที่จะไหลเวียนเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย
กับดักความไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย
สิ่งที่ประเทศไทยเสียไปอย่างยาวนานคือ ความเชื่อมั่นในนวัตกรรมไทย เหมือนกรณีของแบรนด์ Smooth-E ที่ต้อง "วิ่งอ้อมโลก" ไปติดธงต่างชาติเพื่อให้คนไทยยอมรับ
ดร.วิทย์ ย้ำว่าคนไทยมีศักยภาพและมีความรู้ด้านเทคโนโลยีแพลตฟอร์มในระดับที่ดีอยู่แล้ว หากเราไม่เริ่มสร้างแพลตฟอร์มของตนเองตอนนี้ เราจะยังคงติดอยู่ในกับดักที่เชื่อว่าของต่างชาติ (เช่น ของจีน) ดีกว่าของไทยเสมอ และเสียโอกาสในการผลักดันนวัตกรรมไทยให้ก้าวไปสู่ระดับสากล
ดร.วิทย์ ชี้ว่า ผู้นำในยุคดิจิทัลไม่เพียงต้องบริหารองค์กรหรือประเทศให้เดินหน้าต่อได้ แต่ยังต้องพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีหลักคิดคือ ทำสิ่งเดิมให้ดี พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ แม้สิ่งที่ทำอยู่จะประสบความสำเร็จ แต่ผู้นำไม่ควรยึดติดกับวิธีเดิม เพราะในโลกศตวรรษที่ 21 สูตรสำเร็จในอดีตอาจไม่ใช่คำตอบของอนาคต การเรียนรู้และปรับตัวจึงเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต
กล้าเปลี่ยนแปลงและยอมรับความเสี่ยงที่เหมาะสม การเป็นผู้นำไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องกล้าทดลองสิ่งใหม่และยอมรับความเสี่ยงในระดับที่บริหารจัดการได้ เพื่อสร้างโอกาสและผลลัพธ์ที่ดีกว่าในระยะยาว
สร้างอธิปไตยทางดิจิทัล ผู้นำต้องมองว่าการมีแพลตฟอร์ม เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศเอง ไม่ใช่เพียงเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็น "ความมั่นคงของชาติ" ที่ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง สร้างความยืดหยุ่น และทำให้ประเทศมีศักยภาพรับมือกับวิกฤตหรือความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น







