
ปริศนา 246-2 สะเทือนตลาด! "อัสสเดช" เร่งแกะรอยความจริง เช็คตัวตน "สุภาพร"
แค่ชื่อเดียว สะเทือนทั้งกระดาน! "สุภาพร พิมพงษ์" ตัวละครลับทำตลาดทุนปั่นป่วน หลังพบชื่อถือหุ้น TRUE และ MAJOR ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดปฏิบัติการเช็กโบรกเกอร์หาคำตอบ "อัสสเดช คงสิริ" คาดได้ข้อสรุปภายใน 5-7 วัน พร้อมยืนยันไม่กระทบความเชื่อมั่น
KEY
POINTS
- แค่ชื่อเดียว สะเทือนทั้งกระดาน! "สุภาพร พิมพงษ์" ตัวละครลับทำตลาดทุนปั่นป่วน หลังพบชื่อถือหุ้น TRUE และ MAJOR
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดปฏิบัติการเช็กโบรกเกอร์หาคำตอบ
- "อัสสเดช คงสิริ" คาดได้ข้อสรุปภายใน 5-7 วัน พร้อมยืนยันไม่กระทบความเชื่อมั่น
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หากจะมีชื่อไหนร้อนแรงจนเขย่าทั้งตลาดทุนไทย ชื่อนั้นคงหนีไม่พ้น "สุภาพร พิมพงษ์" จากคนที่แทบไม่มีใครพูดถึง กลับกลายเป็นศูนย์กลางของคำถามทั้งกระดานทันที
หลังชื่อดังกล่าวโผล่ในแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในฐานะผู้เข้าซื้อหุ้น TRUE มหาศาล
เอกสารที่ยื่นเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ระบุว่า "สุภาพร" เข้าซื้อหุ้น TRUE จำนวน 1,098,278,479 หุ้น หรือคิดเป็น 3.1786% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ UBS Group AG ที่ราคา 14.70 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 16,144.69 ล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองหุ้น TRUE ของ "สุภาพร" พุ่งขึ้นเป็น 1,274,122,958 หุ้น หรือ 3.6875% จากเดิมที่ถืออยู่ 175,844,479 หุ้น โดยยังไม่นับรวมหุ้นบุริมสิทธิ
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะชื่อของ "สุภาพร" ยังโผล่ในหุ้น MAJOR อีกระลอก โดยแบบ 246-2 ระบุว่าเจ้าตัวเข้าซื้อหุ้นสามัญราว 0.3776% และหุ้นบุริมสิทธิอีกราว 4.6400% ดันสัดส่วนการถือหุ้นภายหลังการได้มาพุ่งไปแตะ 9.9906% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด
งานนี้ทำเอา MAJOR ต้องรีบออกมาตั้งข้อสังเกตแทบจะทันควันว่า ข้อมูลในแบบ 246-2 ดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิแก่บุคคลเป็นการทั่วไป และในปัจจุบันบริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิคงเหลืออยู่แล้ว ยิ่งทำให้คำถามในตลาดทุนยิ่งร้อนแรงขึ้นทันทีว่า ข้อมูลที่ถูกยื่นเข้ามานั้นเป็นข้อเท็จจริงเพียงใด
วันนี้ "อัสสเดช คงสิริ" กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอมรับว่าเรื่องนี้ได้รับความสนใจและมีคำถามในสังคมและในภาคตลาดทุนค่อนข้างมาก ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯได้พูดคุยกับทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง และสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว
ตลท. สนับสนุนสำนักงาน ก.ล.ต. ในการหาความจริงเรื่องนี้ สิ่งที่มีการส่งรายงานเข้ามา ขณะนี้เข้าใจว่าสำนักงาน ก.ล.ต. กำลังดูข้อมูลอย่างลึกซึ้งในหลายมุม จากทุกจุดที่พอจะหาได้ เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริงหรือไม่อย่างไร
หลักการของทั้งสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ อยากให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุด ต้องยอมรับว่า ข้อมูลที่ based on public information ที่ออกมาขณะนี้ทำให้เกิดคำถามแน่นอนว่า สิ่งนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงหรือเปล่า
ยกตัวอย่างเช่น ในบางบริษัทมีรายงานว่าได้รับซื้อหุ้นบุริมสิทธิ แต่แจ้งว่าไม่เคยออกหุ้นบุริมสิทธิเลย แบบนี้ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วข้อมูลที่รายงานเข้ามาถูกต้องหรือไม่
ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. กำลังร่วมกันหาข้อเท็จจริง โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องได้ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเพื่อตรวจสอบรายชื่อที่แท้จริงแล้ว ซึ่งโดยปกติการขอข้อมูลจากโบรกเกอร์เพื่อปิดสมุดทะเบียนจะใช้เวลาไม่เกิน 5-7 วันทำการ
แต่บางกรณีที่เป็นข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 2564 ระบบไม่สามารถปิดสมุดย้อนหลังได้โดยตรงเนื่องจากข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว จึงต้องใช้วิธีตรวจสอบในรูปแบบอื่นประกอบ
"แม้จะเป็นประเด็นที่คนในประเทศสงสัย แต่ในมุมมองของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ กรณีนี้ไม่ได้กระทบต่อความเชื่อมั่นหรือสภาวะตลาดโดยรวมมากนัก เนื่องจากนักลงทุนกลุ่มนี้จะเน้นดูที่ผลประกอบการ การดำเนินงาน และกลยุทธ์ของธุรกิจเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนต้องการให้ข้อเท็จจริงมีความชัดเจนโดยเร็วที่สุดเพื่อความโปร่งใส"







