
“แก้วพิลาทิส” เปลี่ยนแพชชันเป็นธุรกิจ ชวนคนรุ่นใหม่จิบไวน์ ดื่มมัทฉะ เล่นพิลาทิส
คุยกับ “ธัญวษกา นวัตธามกุล” หรือครูแก้ว ผู้ก่อตั้งสตูดิโอ Kaew Pilates ผู้เปลี่ยนแพชชันให้กลายเป็นธุรกิจ เมื่อการออกกำลังกายไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่คือไลฟ์สไตล์
KEY
POINTS
- คุยกับ “ธัญวษกา นวัตธามกุล” หรือครูแก้ว ผู้ก่อตั้งสตูดิโอ Kaew Pilates
- ผู้เปลี่ยนแพชชันให้กลายเป็นธุรกิจ เมื่อการออกกำลังกายไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่คือไลฟ์สไตล์
- ชวนคนรุ่นใหม่ “จิบไวน์ ดื่มมัทฉะ เล่นพิลาทิส” สร้างคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพ
หากเมื่อหลายปีก่อน การนัดเจอกันของคนรุ่นใหม่มักจบลงที่ร้านอาหารหรือบาร์ แต่วันนี้ภาพเหล่านั้นกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไป
เช้าวันเสาร์ อาจเห็นคนจำนวนมากนัดกันไปวิ่งช่วงสายแวะจิบมัทฉะ ก่อนปิดท้ายวันด้วยคลาสพิลาทิส หรือบางกลุ่มเปลี่ยนจากการดื่มไวน์ในร้าน มาเป็นกิจกรรม "Wine Pilates" ที่ผสมผสานการออกกำลังกายเข้ากับการใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย
ซึ่งจะเห็นว่า กระแส Health & Wellness ในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ออกกำลังกาย แต่กำลังกลายเป็น "คอมมูนิตี้" ที่ผู้คนอยากเป็นส่วนหนึ่ง ตั้งแต่กระแส Run Club, HYROX, แอโรบิกฟีเวอร์ ไปจนถึง "พิลาทิส" ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และทำให้สตูดิโอแห่งใหม่ผุดขึ้นเต็มเมือง
Kaew Pilates ผู้มาก่อนกาล
แต่สำหรับ Kaew Pilates เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นก่อนวันที่คำว่า "พิลาทิส" จะกลายเป็นกระแสเสียอีก
โพสต์ทูเดย์ ได้พูดคุยกับ "ธัญวษกา นวัตธามกุล" หรือ "ครูแก้ว" ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาก่อนกาลของธุรกิจสตูดอโอพิลาทิสของไทย สาเหตุที่บอกว่า เธอคือผู้มาก่อนกาล เพราะเธอชอบฝึกพิลาทิส และเริ่มเปิดคลาสสอน มาแล้วกว่าสิบปี ตั้งแต่วันที่หลายคนยังไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าพิลาทิสคืออะไร
จุดเริ่มต้นเหมือน "รักแรกพบ"
ครูแก้วเล่าว่า เธอเป็นคนรักการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสได้เรียนพิลาทิสกับมาสเตอร์ระดับประเทศ
"มันเหมือนรักแรกพบเลย"
ไม่ใช่เพราะเป็นการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ แต่เป็นเพราะพิลาทิสทำให้เธอได้รู้จักร่างกายของตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทุกครั้งที่เข้าเรียน ร่างกายไม่เคยเหมือนเดิม บางวันกล้ามเนื้อตึง บางวันอ่อนล้า การเคลื่อนไหว การหายใจ และการวางตำแหน่งของร่างกายจึงต้องปรับตามสภาพในวันนั้น
พิลาทิสจึงไม่ใช่การทำท่าให้ได้เหมือนกันทุกคน แต่เป็นการเรียนรู้ว่าร่างกายของตัวเองต้องการอะไร นั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้เธอหลงรักศาสตร์นี้
ก่อนหน้านี้ครูแก้วเป็นสายเวทเทรนนิงเต็มตัว ใช้น้ำหนักมาก เน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ แต่กลับต้องแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บเรื้อรัง
หลังหันมาเล่นพิลาทิส เธอพบว่าการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อมัดเล็ก การหายใจ และแกนกลางลำตัว กลับช่วยให้อาการบาดเจ็บหายไป รูปร่างกระชับขึ้น และยังทำให้จิตใจนิ่งกว่าเดิม
"เวลาที่เราเล่นพิลาทิส เราต้องโฟกัสกับร่างกายตัวเองตลอดเวลา สุดท้ายมันไม่ใช่แค่การสร้างกล้ามเนื้อ แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเอง"
นี่คือเหตุผลที่หลายคนยังคงกลับมาเรียนอย่างต่อเนื่อง แม้พิลาทิสจะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้แรงไม่มากเมื่อเทียบกับกีฬาอื่น
จากครูคนเดียว สู่ธุรกิจ 8 สาขา
หลังจากสะสมประสบการณ์มากพอแล้ว ครูแก้วตัดสินใจ เปิดคลาสสอนพิลาทิส เริ่มต้นจากสตูดิโอในบ้าน แต่เมื่อความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้น ตารางสอนของครูแก้วแน่นตั้งแต่ตีห้าจนถึงค่ำ
แทนที่จะรับลูกค้าเพิ่มด้วยตัวเอง เธอเลือกสร้างระบบ และตั้งสตูดิโอสอนอย่างจริงจัง
Kaew Pilates เริ่มพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมครู สร้างมาตรฐานการสอน และค่อย ๆ ขยายทีม เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้รับประสบการณ์เดียวกัน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือการเปลี่ยนจากห้องเรียนรวม มาเป็น "Private Studio"
เหตุผลไม่ใช่เพื่อความหรูหรา แต่เป็นเพราะลูกค้าหลายคนรู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่าง หรือกำลังฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บ การมีพื้นที่ส่วนตัวทำให้พวกเขากล้าเริ่มต้นมากขึ้น
แนวคิดนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของการขยายธุรกิจ จนปัจจุบัน Kaew Pilates มีทั้งหมด 8 สาขา
Lifestyle Marketing จิบไวน์ ดื่มมัทฉะ
สิ่งที่ทำให้ Kaew Pilates แตกต่าง ไม่ใช่แค่เครื่องเล่นหรือโปรแกรมการสอน แต่คือการสร้าง "Lifestyle Community"
เธอนำไลฟ์สไตล์อย่างการดื่มไวน์ (Wine Pilates) การดื่มมัทฉะ (Matcha Pilates) หรือการพาสัตว์เลี้ยงมาสตูดิโอ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
"การนำสิ่งที่รักมารวมกันช่วยให้คนรู้สึกว่าพิลาทิสเป็นเรื่องสนุกและเข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน"
ภาพของสตูดิโอจึงไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนฟิตเนส แต่คล้ายพื้นที่พบปะของคนที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกัน
"เราอยากให้คนรู้สึกว่าพิลาทิสไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่พื้นที่ของคนหุ่นดีเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้ามาดูแลตัวเองได้"
แนวคิดนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองหาการออกกำลังกายเพียงเพื่อเผาผลาญแคลอรี แต่ต้องการประสบการณ์ การพบปะผู้คน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ตลาดที่เปลี่ยนไป ฐานลูกค้ากว้างกว่าเดิม
หากเมื่อสิบปีก่อน ครูแก้วต้องอธิบายแทบทุกวันว่าพิลาทิสคืออะไร วันนี้สถานการณ์กลับตรงกันข้าม
เธอบอกว่า ผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่น Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพระยะยาว มากกว่าการออกกำลังกายเพื่อรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว
อีกสัญญาณที่น่าสนใจ คือสัดส่วนลูกค้าผู้ชายที่เพิ่มขึ้นจากเพียง 5% เป็นราว 30%
หลายคนเริ่มเข้าใจว่าการสร้างกล้ามเนื้ออย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากร่างกายขาดความสมดุล การฝึกแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อมัดเล็กช่วยลดอาการปวดและการบาดเจ็บจากการใช้ชีวิตประจำวันได้
เมื่อถูกถามว่ากระแสพิลาทิส จะยังคงอยู่อีกนานไหม?
เธอตอบด้วยความมั่นใจว่า พิลาทิสจะถูกนำไปอิงกับเรื่องของสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness) และการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) ตราบใดที่ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและไม่อยากมีอาการเจ็บปวดทางร่างกาย พิลาทิสก็จะยังคงเป็นทางเลือกหลักในการดูแลตัวเอง
เข้าถึงง่าย คือหัวใจของธุรกิจ
แม้ตลาดพิลาทิสจะมีผู้เล่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ครูแก้วยังคงยึดหลักเดิม คือทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ ตั้งแต่การอธิบายด้วยภาษาง่าย ๆ ไม่ใช้ศัพท์เทคนิคที่ซับซ้อน ไปจนถึงการเปิด Group Class ในราคาเริ่มต้นเพียง 399 บาทขึ้นไป เพื่อให้คนที่อยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพไม่ต้องรู้สึกว่าพิลาทิสเป็นเรื่องไกลตัว
สำหรับครูแก้ว พิลาทิสไม่ใช่การแข่งขันกับคนอื่น แต่คือการเรียนรู้ที่จะฟังร่างกายของตัวเองในทุกวัน และบางที จุดหมายของการออกกำลังกายอาจไม่ใช่การมีซิกซ์แพ็กหรือรูปร่างสมบูรณ์แบบ แต่อาจเป็นการได้กลับมารักตัวเองอีกครั้ง ผ่านการหายใจ การเคลื่อนไหว และก้าวเล็ก ๆ ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ
เครดิตภาพประกอบ : อินสตาแกรม Kaew Pilates







