
เปิดใจ “ยู้ ลูกชิ้นปลาเยาวราช” ทายาทรุ่น 3 ขายดีจนนางกวักถูกขโมย
เปิดใจ “ดร.กยูร โชคล้ำเลิศ” เจ้าของแบรนด์ยู้ลูกชิ้นปลา เจ้าดังเยาวราช จากคำสบประหม่า “ลื้อเจ๊งแน่” สู่วันที่ขายดีมี 20 สาขา จนนางกวักในร้านถูกขโมย
KEY
POINTS
- เปิดใจ "ดร.เกยูร โชคล้ำเลิศ" ทายาทรุ่นที่ 3 ร้านลูกชิ้นปลาเจ้าดังเยาวราช
- เส้นทางก่อนจะเป็น "ยู้ ลูกชิ้นปลา" พ่อไม่ให้ใช้ชื่อร้าน แถมท้าทายว่าจะเจ๊ง
- แชร์บทเรียนที่พ่อแม่ไม่เคยบอก ทำทุกอย่างให้รอดด้วยตัวเองจนสร้างแบรนด์ ขยายหลายสิบสาขา
"ยู้เติบโตมากับกะละมังลูกชิ้นจริง ๆ ของเล่นชิ้นแรกไม่ใช่ตุ๊กตา แต่เป็นลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง งานแรกที่ทำตั้งแต่เด็กคือช่วยนับลูกชิ้นเพื่อส่งไปจังหวัดต่าง ๆ"
"ดร.เกยูร โชคล้ำเลิศ" หรือ "ยู้" ประธานกรรมการบริหาร บจก.ยู้ ฟิชบอล และ Founder ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร UNC เริ่มต้นประโยคแนะนำตัวเอง ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ร้านลูกชิ้นปลาเยาวราชเจ้าดังตำนานมากกกว่า 90 ปี ที่วันนี้กลายเป็น “ยู้ ลูกชิ้นปลา” (YOO FISH BALL) ที่หลายคนอาจคุ้นชื่อ
ย้อนความทรงจำ เห็นพ่อแม่ที่ทำงานหนักเช้ายันค่ำ
ดร.เกยูร เล่าว่า ในวัยเด็กเคยเข้าใจว่าการทำธุรกิจเป็นเรื่องง่าย เพราะทุกเช้าตื่นมาก็เห็นลูกค้าเดินเข้าร้าน โรงงานผลิตสินค้า และรถขนส่งออกไปส่งของตามปกติ จึงคิดว่าการค้าขายดำเนินไปเองตามธรรมชาติ
แต่พอโตขึ้นถึงได้รู้ว่า สิ่งที่เราเคยมองว่าเป็นเรื่องง่าย แท้จริงแล้วคือผลลัพธ์ของการทำงานหนักทุกวัน เราเห็นสินค้าขายได้ แต่ไม่เคยเห็นปัญหาเรื่องเงินที่เจ้าของธุรกิจต้องรับมือ เห็นโรงงานเดินเครื่อง แต่ไม่เคยรู้ว่าหลังบ้านต้องแก้ปัญหาอะไรบ้าง
สิ่งที่ลูกหลานผู้ประกอบการเห็นเป็นภาพปกติในทุกวัน แท้จริงแล้วคือความพยายามตลอดชีวิตของคนเป็นพ่อแม่ที่สร้างธุรกิจขึ้นมา พวกเขาแทบไม่เคยเล่าถึงความล้มเหลวหรืออุปสรรคที่ต้องเผชิญ
"พ่อกับแม่ไม่เคยบอกว่าการทำธุรกิจมันยากแค่ไหน แต่เคยสอนอยู่คำหนึ่งว่า ถ้าจะทำธุรกิจ ต้องรู้จักคำว่า 'กดรั่น' ซึ่งหมายถึงความอดทนที่มากกว่าคำว่าอดทนธรรมดา เพราะการทำธุรกิจต้องใช้ความอึด ความพยายาม และการไม่ยอมแพ้จริง ๆ"
สานต่อธุรกิจครอบครัวในวัย 23 ปี
หลังเรียนจบจากประเทศอังกฤษในวัย 23 ปี เธอตั้งใจกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว เพราะเชื่อว่าลูกชิ้นปลาและน้ำซุปร้อน ๆ แบบไทยมีเอกลักษณ์ที่ต่างประเทศยังไม่มี
"ตอนนั้นคิดว่าร้านเราสุดยอดมาก คนถึงกับวิ่งลงจากรถเมล์มาซื้อ และพนักงานสามารถบริการลูกค้าได้ถึง 40 คนต่อนาที แสดงว่าระบบการทำงานและกำลังการผลิตของเราแข็งแรงมาก"
อย่างไรก็ตาม เมื่อขอกลับมาช่วยงานที่บ้าน กลับได้รับคำตอบที่ไม่คาดคิดจากผู้เป็นพ่อ
"ปะป๊าบอกว่า ลื้อไม่มีปัญญาหรอก ลื้อต้องไปเป็นลูกน้องคนอื่นก่อน ถ้าไม่เคยเป็นลูกน้อง จะเป็นเถ้าแก่ที่ดีได้ยังไง"
จากนั้นเธอก็ไปเรียนต่อปริญญาเอกอีก เพราะเชื่อว่าถ้าจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดี ต้องเรียนรู้ให้มากที่สุด หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนพร้อมสร้างธุรกิจของตัวเอง เธอจึงกลับมาขออนุญาตเปิดร้านลูกชิ้นปลา แต่ก็ได้รับบททำสอบอีกครั้ง
"ปะป๊าถามว่าจะใช้ชื่ออะไร แล้วบอกว่า 'อย่าใช้ชื่ออั๊วนะ เดี๋ยวทำเจ๊ง”
สุดท้ายเธอเลยตั้งชื่อร้านว่า 'ยู้ลูกชิ้นปลา' เพื่อเริ่มต้นสร้างตัวตนและพิสูจน์ตัวเองด้วยฝีมือของตัวเอง
"ปะป๊ายังพูดอีกว่า อั๊วการันตี ลื้อเจ๊งแน่ ไม่เกิน 3 เดือนก็ต้องกลับมาซบไหล่อั๊ว”
แต่เราบอกว่า ขอโอกาสลอง เพราะเมื่อมีแผนแล้ว ก็ต้องลงมือเดินสักครั้ง
เธอเปิดร้าน 'ยู้ลูกชิ้นปลา' โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยเดินเข้ามาที่ร้านแม้แต่ครั้งเดียว ปล่อยให้เธอเรียนรู้และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง มีเพียงพนักงาน 2 คน และกลุ่มเพื่อนที่ผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยร้านในช่วงเริ่มต้น
ดร.เกยูร กล่าวว่า ช่วงเริ่มต้นธุรกิจเป็นเหมือนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทุกคน ที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
"ตอนนั้นทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ร้านเจ๊ง ทั้งเปลี่ยนโปรโมชัน เดินแจกใบปลิว เปลี่ยนป้ายร้าน ปรับสูตรอาหาร เพราะยุคนั้นยังไม่มี AI หรือ Google ให้ค้นหาคำตอบ ทุกอย่างต้องลองผิดลองถูกและเรียนรู้ด้วยตัวเอง
"เราเป็นคนค้าขาย อะไรที่คิดว่าพอมีโอกาสก็ลองหมด แม้แต่เรื่องสายมู ยู้ก็ทำ สิ่งที่ขออยู่เสมอคือ ขอให้สมเด็จพระเทพฯ เสด็จมาที่ร้านสักครั้ง เพราะถือเป็นสิริมงคลสูงสุดของชีวิต"
วันหนึ่ง ความหวังนั้นกลายเป็นความจริง เมื่อ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ มาที่ร้าน และมีพระราชดำรัสว่าอาหารอร่อยมาก เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ
"เช้าวันรุ่งขึ้น ร้านมีคนมาต่อแถวยาวเต็มหน้าร้าน ตอนแรกยังคิดว่าเขามาต่อคิวร้านทอง แต่พอรู้ว่าเป็นคิวร้านตัวเองก็ตกใจมาก ไม่รู้จะเริ่มรับมืออย่างไร"
ท่ามกลางความโกลาหล เธอเห็นภาพที่ไม่มีวันลืม คือพ่อซึ่งไม่เคยก้าวเท้าเข้ามาที่ร้านมาก่อน ยืนช่วยงานอยู่หน้าร้าน พร้อมกับแม่และคนในครอบครัว ขณะเดียวกัน เพื่อน ๆ ที่เคยช่วยกันสร้างร้านตั้งแต่วันแรกก็รีบมาสมทบโดยไม่ลังเล
"ภาพนั้นทำให้ยู้เข้าใจว่า ความสำเร็จไม่ใช่ยอดขาย ไม่ใช่จำนวนสาขา หรือการเติบโตของธุรกิจ แต่คือวันที่คนที่รักเรา พร้อมยืนอยู่เคียงข้างเราในวันที่เราต้องการที่สุด"
ดร.เกยูร บอกว่า จริง ๆ เค้าก็อยู่กับเราเสมอนะ เราไม่เคยรู้ว่าเวลาที่เราล้ม เราเหนื่อย เราผิดหวัง เค้าก็อยู่ข้าง ๆ เรานั่นแหละ แต่ว่าพ่อแม่เขาไม่ได้แสดงความรักด้วยคำพูดหรอก แต่เขาแค่ไม่เคยจากไปไหนเฉย ๆ บางครั้งเราวิ่งไปพิสูจน์ทำอะไรเยอะมากเลย แต่ว่าจริง ๆ แล้วความสุขอ่ะ มันอยู่ข้าง ๆ เราตลอด
ยู้ลูกชิ้นปลา ขายดีจนนางกวักถูกขโมย
ดร.เกยูร เล่าอีกว่า หลังเหตุการณ์ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ธุรกิจยู้ลูกชิ้นปลา เติบโตอย่างรวดเร็ว จากร้านเพียง 1 สาขา ขยายเป็น 2 สาขา 4 สาขา และเพิ่มเป็นกว่า 20 สาขาในเวลาต่อมา พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจรับจัดเลี้ยง (Catering) ทั่วประเทศ
เธอเล่าว่า ช่วงหนึ่งร้านได้รับความนิยมอย่างมากจนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นข่าวที่ไม่มีใครคาดคิด
"ขายดีจนนางกวักถูกขโมย ไอแพดวางอยู่ในร้านก็ไม่เอา แต่ขโมยนางกวักไปแทน"
รักษาฐานธุรกิจครอบครัวให้ยืนยาว
เมื่อธุรกิจขยายตัว มีโรงงานหลายแห่งและพนักงานจำนวนมากที่ต้องดูแล เกยูรยิ่งเข้าใจบทบาทของผู้บริหาร และย้อนนึกถึงพ่อ แม่ รวมถึงอากงอาม่า ที่สามารถรักษาธุรกิจครอบครัวให้ยืนยาวมากว่า 70-80 ปี
"พอเราต้องดูแลคนมากขึ้น ยิ่งเข้าใจว่าพ่อแม่กับอากงอาม่าเก่งมาก ทำอย่างไรถึงรักษาธุรกิจไว้ได้เกือบ 80 ปี ทั้งที่ขายลูกชิ้นปลา ฮือก้วย และลูกชิ้นกุ้งสูตรเดิมมาตลอด แต่ลูกค้าก็ยังกลับมาซื้อไม่เคยเปลี่ยน"
แม้จะลงทุนพัฒนาสูตรและนำองค์ความรู้ใหม่ ๆ มาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แต่เธอกลับพบว่ายังไม่สามารถทำรสชาติได้เหมือนรุ่นพ่อแม่
ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องเทคนิค เป็นสูตรลับ หรือเป็นประสบการณ์ในการเลือกวัตถุดิบ แต่สุดท้ายยู้ค้นพบว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่เป็น 'หัวใจ' ของคนทำอาหาร เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว ระหว่างหัวใจกับวิทยาศาสตร์ หัวใจชนะขาด
ดร.เกยูร กล่าวว่า เมื่อย้อนกลับไปศึกษาวิธีคิดของอากงอาม่า จึงพบว่าความสำเร็จของธุรกิจที่อยู่มายาวนานไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีหรือศัพท์ทางการตลาดสมัยใหม่ แต่เกิดจากความตั้งใจที่จะทำอาหารที่ดีให้ลูกค้า
"เมื่อร้อยปีก่อน อากงอาม่าไม่รู้หรอกว่าอะไรคือ High Protein หรือ Functional Food รู้แค่ว่าทำอย่างไรให้คนกินแล้วดีต่อสุขภาพ และดีจริง ๆ สิ่งที่มีคือความจริงใจและความรักที่มีต่อลูกค้า"
เธอมองว่า แนวคิดดังกล่าวคือการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ในแบบฉบับของคนรุ่นก่อน ที่ไม่ได้เริ่มจากห้องแล็บ แต่เริ่มจากการเข้าใจผู้บริโภคและความตั้งใจที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า
"อาจไม่มีคำพูดสวยหรู แต่ความจริงใจต่อคนกิน คือเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจอยู่มาได้เกือบ 100 ปี"
ดร.เกยูร ระบุว่า ปรัชญาดังกล่าวถูกส่งต่อมายังคนรุ่นที่ 3 และกลายเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาธุรกิจ
"ยู้เชื่อว่า ถ้าจะทำธุรกิจ ต้องทำด้วยความจริงใจ ไม่ใช่แค่อร่อย แต่ต้องดีต่อผู้บริโภคด้วย"
ปัจจุบัน บริษัทจึงนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยลูกชิ้นปลา 15 ลูก ให้โปรตีนประมาณ 30 กรัม ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด ขณะที่น้ำซุปมีการเติมคอลลาเจนเปปไทด์ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ โดยยังคงยึดหลักสำคัญคือการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์สุขภาพของผู้บริโภค ควบคู่กับการรักษารสชาติและคุณภาพตามแบบฉบับดั้งเดิม
ดร.เกยูร เล่าว่า แม้ธุรกิจลูกชิ้นปลาจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่เธอกลับตั้งคำถามกับตัวเองว่า นอกจากการสานต่อกิจการครอบครัวแล้ว จะสามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคมได้อย่างไร
"ยู้อยากสร้างอะไรที่มีคุณค่ามากกว่าลูกชิ้นปลา อยากฝากรอยเท้าของตัวเองไว้เหมือนที่พ่อแม่เราเคยทำ และอยากพาธุรกิจไปได้ไกลกว่าสิ่งที่เป็นอยู่"
คำตอบที่เธอตามหากลับอยู่ในสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็น "ของเสีย" ซึ่งเธอพบเห็นทุกวันทั้งในโรงงานและหน้าร้าน และนั่นคือจุดเริ่มต้น ของการขยายไลน์สินค้าใหม่ ของ “ยู้ ลูกชิ้นปลาเยาวราช” ที่ "โพสต์ทูเดย์" จะนำเสนอในบทความถัดไป







