
Food Economy ปลุกพลังของ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ท่องเที่ยวไทย
KTC FIT TALK ชวนคิดเมื่ออาหารคือกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เชื่อมผู้บริโภค เกษตรกร เอสเอ็มอี ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ทุกภาคส่วน
KEY
POINTS
- "เศรษฐกิจอาหาร" (Food Economy) เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเชื่อมโยงห่วงโซ่ตั้งแต่ภาคเกษตร, ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี, และธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อและการจ้างงานจำนวนมากในประเทศ
- อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ผลิตเพื่อส่งออก" สู่ "ผู้สร้างนวัตกรรม" ที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างประสบการณ์ที่มากกว่ารสชาติให้ผู้บริโภค
- อาหารเป็นส่วนสำคัญของการท่องเที่ยว (Gastronomy Tourism) โดยเป็นค่าใช้จ่ายอันดับสองของนักท่องเที่ยว ซึ่งช่วยสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” - นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI
จากร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางไปจนถึงร้านอาหารระดับมิชลิน ทุกจานอาหารที่เรารับประทานไม่ได้สร้างรายได้ให้เพียงเจ้าของร้าน แต่ยังส่งต่อเม็ดเงินไปถึงเกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แรงงาน และธุรกิจท่องเที่ยวอีกนับไม่ถ้วน จนกล่าวได้ว่า “อาหาร” คือหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด และยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 ภายใต้หัวข้อ “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทุกการใช้จ่ายด้านอาหารไม่ได้จบลงที่โต๊ะอาหาร แต่ส่งผลต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน
นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับหนึ่งของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่า แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่อาหารยังคงเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของคนไทย
“ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค"
ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังส่งผลต่อผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน และเศรษฐกิจชุมชน ทำให้ Food Economy กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายในประเทศ
ในมุมมองของภาคอุตสาหกรรมอาหาร นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (National Food Institute: NFI) กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจากการใช้วัตถุดิบและทรัพยากรภายในประเทศในสัดส่วนสูง และกำลังก้าวผ่านบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อการส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้ในการเพิ่มมูลค่าสินค้า
เธออธิบายว่า Food Economy เป็นห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิตเอสเอ็มอี ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานประมาณ 11 ล้านคน หรือราว 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ
ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีด้านการแปรรูปอาหารมีอยู่ประมาณ 128,000 ราย และสร้างการจ้างงานมากกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท และจ้างงานกว่า 650,000 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมอาหารเป็นเสมือน “Shock Absorber” หรือกลไกรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
นางสาวไปยดายังเสนอว่า ภายใต้สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการทำให้อาหารมีราคาถูกลง แต่ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้ของผู้คนตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารไทยก้าวสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์มูลค่าสูงที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับโลก
อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ด้าน นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย มองว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็นเสมือน “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชนได้อย่างชัดเจน โดยปัจจุบันผู้บริโภคมีความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือเพียง 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าพลังงาน และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องเร่งปรับตัว ทั้งการบริหารต้นทุน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูล รวมถึงการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ลูกค้า เพราะการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเพียงรสชาติอาหาร แต่รวมถึงความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับด้วย
นางฐนิวรรณเสนอให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการผ่าน 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล การยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหาร การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงองค์ความรู้ เงินทุน และช่องทางการตลาดมากขึ้น
"อนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า”
อีกหนึ่งมิติสำคัญของ Food Economy คือการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network (TGN) ระบุว่า ตลาดธุรกิจอาหารบริการหรือ Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 มีแนวโน้มมีมูลค่าสูงถึง 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์มากกว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับสองของนักท่องเที่ยว
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า Gastronomy Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงอาหาร กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจในหลายระดับ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านอาหารท้องถิ่น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไปจนถึงชุมชนท่องเที่ยว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากรสชาติหรือความอิ่มเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น
"อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่”
เมื่อพิจารณาจากทุกมิติ จะเห็นได้ว่า “อาหาร” ไม่ใช่เพียงสินค้าบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ การจ้างงาน เอสเอ็มอี ภาคเกษตรกรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน
หากประเทศไทยสามารถยกระดับ Food Economy ให้แข็งแกร่งผ่านการพัฒนาคุณภาพ นวัตกรรม มาตรฐาน และประสบการณ์ที่แตกต่างได้สำเร็จ อาหารไทยจะไม่เพียงสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต







