
“วราวุธ” สั่งดีพร้อม ปั้น SME-ชุมชนไทย โตยั่งยืน แข่งตลาดโลก
“วราวุธ” เดินหน้า ONE MIND สั่ง “ดีพร้อม” ยกระดับ SMEs–ชุมชนไทย สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ชู “ผ้าไทย–เกษตรแปรรูป–อุตสาหกรรมไฮเทค” เชื่อมทุน เทคโนโลยี และตลาด สร้างฐานรากเศรษฐกิจใหม่
กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” มอบหมายกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” (DIPROM) เร่งยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ผ่านการเชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม เงินทุน องค์ความรู้ และเครือข่ายตลาด โดยใช้ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค (DIPROM Center) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเชิงรุก
พร้อมวางบทบาท “ดีพร้อม” ให้เป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทย (Industrial Transformation Hub) เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ควบคู่กับแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียว (Smart & Green Industry) ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านการแข่งขัน นวัตกรรม และความยั่งยืน
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจำเป็นต้องทำงานแบบบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุน SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ผ่าน 3 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่
- อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป: เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าสูงขึ้นและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
- อุตสาหกรรมมูลค่าสูง: เช่น การผลิตชิป (Chip) และเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เพื่อให้ประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้าที่มีราคาสูงได้
- อุตสาหกรรมที่สะท้อนตัวตนไทย: เช่น แฟชั่นและผ้าไทย เพื่อผลักดันให้ความเป็นไทย (Soft Power) แผ่ขยายไปสู่ระดับโลก
ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลคนตัวเล็กและ SME ทุกระดับ ตั้งแต่วิสาหกิจไมโครไปจนถึงธุรกิจขนาดกลาง โดยมีมาตรการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ ผ่านกองทุนของกระทรวงอุตสาหกรรม และ SME D Bank ด้วยวงเงินตั้งแต่ 1–30 ล้านบาท ไปจนถึง 50 ล้านบาท ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพ และการเสริมทักษะด้านบริหารจัดการ เพื่อช่วยผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทดลองตลาดและต่อยอดธุรกิจได้จริง
“โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมไทยวันนี้ ไม่ใช่เพียงการรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่ต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ หาก SME ยังไม่สามารถเติบโตได้ เศรษฐกิจฐานรากและห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทยก็จะได้รับผลกระทบ” นายวราวุธ กล่าว
พร้อมระบุว่า กระทรวงจะเร่งเชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม เงินทุน และตลาดเข้าสู่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ปัจจุบันความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นเงื่อนไขสำคัญในการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมามีการแฮกระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานราชการไทย จึงได้กำชับให้ปลัดกระทรวงและผู้บริหารทุกท่านดูแลความปลอดภัยด้านข้อมูล และฝากไปยังผู้ประกอบการให้ปรับปรุงระบบไซเบอร์ให้รัดกุมยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geonomics) ประเทศไทยต้องหาจุดแข็งของตนเองมาสร้างเป็นแต้มต่อในเวทีโลก
นายวราวุธ ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและเทคโนโลยีใหม่ โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมมูลค่าสูงคือ "คนไทยและประเทศไทยได้อะไร" เทคโนโลยีอย่าง AI และ ไฮเทคโนโลยี จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทั้งในด้านการผลิตและการกำจัดของเสีย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าตามแนวทาง ESG และนโยบายดูแลคนตัวเล็กจนถึงระดับรากหญ้า ไม่เพียงเท่านั้น มาตรการสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นกติกาภาคบังคับที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว หากไม่ปรับตัวจะดำเนินธุรกิจได้ยากขึ้น
การทำธุรกิจในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับ ESG (Environmental, Social, and Governance)โดยไม่เน้นเพียงแค่ผลกำไรขององค์กรอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงว่าองค์กรได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่โลก สังคม หรือชุมชนที่ตั้งอยู่หรือไม่
บทบาทการสนับสนุนของภาครัฐ อย่างกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งขับเคลื่อนการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME และวิสาหกิจขนาดเล็ก เช่น การประเมิน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) การให้ความรู้เรื่อง คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)
เป้าหมายเชิงนโยบาย รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้าง เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และอุตสาหกรรมสีเขียว รวมถึงมีแผนที่จะจัดตั้งระบบการซื้อขายคาร์บอน (Carbon Trading) ภายในประเทศไทย เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและเทรดกับต่างประเทศได้







