
เอกชน 5 ภาคกังวลต้นทุนพุ่ง ฉุดกำลังซื้อ-กด SMEs สภาพคล่องตึงตัว
ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจ เม.ย. ลดต่อเนื่อง เอกชนกังวลต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง หนี้ครัวเรือน กระทบกำลังซื้อ-การลงทุน เรียกรัฐออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผล สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC-CI) ประจำเดือนเมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยอยู่ที่ระดับ 42.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.3 ในเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทยยังคงอยู่ในทิศทางชะลอตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
ผลการสำรวจพบว่า ดัชนีในเกือบทุกองค์ประกอบปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 41.1 ลดลงจาก 42.3 ในเดือนมีนาคม ดัชนีการบริโภคอยู่ที่ 48.5 ดัชนีการลงทุนอยู่ที่ 33.2 ดัชนีการท่องเที่ยวอยู่ที่ 49.5 ดัชนีภาคเกษตรอยู่ที่ 39.5 ดัชนีภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 46.6 ดัชนีภาคการค้าอยู่ที่ 42.5 ดัชนีภาคการค้าชายแดนอยู่ที่ 35.5 ดัชนีภาคบริการอยู่ที่ 51.2 และดัชนีการจ้างงานอยู่ที่ 34.8
ปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในเดือนนี้ ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อต้นทุนขนส่งและต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการไทยโดยตรง
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังมีความกังวลต่อแนวโน้มต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และราคาปุ๋ยทางการเกษตร รวมถึงราคาสินค้าเกษตรบางรายการที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้เกษตรกรและกำลังซื้อในบางพื้นที่ยังฟื้นตัวได้จำกัด
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจยังติดตามปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ความกังวลต่อการจ้างงานในบางภาคธุรกิจ และปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งกระทบต่อสุขภาพประชาชนและอาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวในบางพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยประคับประคองความเชื่อมั่นบางส่วน อาทิ ความคาดหวังต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่มีความชัดเจนมากขึ้น การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี การส่งออกของไทยเดือนมีนาคม 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 18.67
รวมถึงการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวสงกรานต์ ซึ่งส่งผลดีต่อภาคบริการและการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่
เมื่อพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจในระดับภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในทุกภูมิภาคปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า
- โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และสภาพคล่องของภาคธุรกิจ
- ภาคกลางเผชิญความกังวลด้านราคาน้ำมัน ต้นทุนปุ๋ย ภัยแล้ง และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า
- ภาคตะวันออกได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานในอุตสาหกรรมเข้มข้น สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์
- ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังเผชิญปัญหารายได้เกษตรกร หนี้ครัวเรือน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
- ด้านภาคเหนือยังได้รับแรงกดดันจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ค่าขนส่งสินค้าเกษตร และภาวะการใช้จ่ายที่ชะลอตัวในบางพื้นที่
- ส่วนภาคใต้ แม้จะมีปัจจัยบวกจากผลผลิตทุเรียน ราคายางพารา และปาล์มน้ำมันที่ปรับดีขึ้น แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากต้นทุนขนส่ง ต้นทุนการเงิน ภาระหนี้ครัวเรือน และปัญหาขาดแคลนแรงงานในบางสาขา
ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังต้องอาศัยมาตรการที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในทุกภูมิภาค
แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา
- แนวทางรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้าทำให้ภาคธุรกิจกังวลเรื่องการปรับตัวของค่า Ft และราคาพลังงานโลกที่ยังผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต
- การบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งเนื่องจากมีความกังวลเรื่องปริมาณน้ำในเขื่อนหลักที่ไม่เพียงพอต่อการจัดสรรน้ำให้ทั้งภาคการผลิตและการเกษตร
- แนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว
- กำหนดทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนใหม่ของนักลงทุนต่างชาติ
- มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ประชาชนกลับมามีกำลังซื้อและเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ เนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยในช่วงที่ผ่านมาไม่คึกคักเท่าที่ควร ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น
- การยกระดับแรงงานทักษะสูงให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน
- การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
- ลดอัตราดอกเบี้ยและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้







