posttoday
“ผมเจ๊งมาเกือบทุกอย่าง” เจมส์-กิจเกษม บทเรียนล้มแล้วลุกปั้น "เจมส์ขายเนื้อ"

“ผมเจ๊งมาเกือบทุกอย่าง” เจมส์-กิจเกษม บทเรียนล้มแล้วลุกปั้น "เจมส์ขายเนื้อ"

06 พฤษภาคม 2569

“ผมเจ๊งมาเยอะ” เปิดใจ "เจมส์ กิจเกษม" กับบทเรียนธุรกิจที่พลาดมาหลายครั้ง ก่อนจะตั้งหลักปั้น “เจมส์ขายเนื้อ” สร้างฐานใหม่ในตลาดอาหาร

KEY

POINTS

  • "เจ๊งมาเยอะครับ เจ๊งทุกอย่าง" เปิดใจ “เจมส์-กิจเกษม แมคแฟดเดน” พิธีกร-นักแสดง ยอมรับทำธุรกิจใช้อารมณ์นำ คือสิ่งที่พลาด
  • หันมาโฟกัสธุรกิจอาหาร "จากปิ้งย่างจุ่มชิส" สู่ "เจมส์ขายเนื้อ" ขายตามตลาด อีเวนต์ รายได้พีคสุด 1.5 ล้านในหนึ่งเดือน 
  • เข้าใจโลกธุรกิจมากขึ้น “อย่าฟังแค่คำชม ต้องฟังคนที่ไม่ซื้อด้วย”

ในวันที่คนมีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยหันมาจับธุรกิจ คำถามคลาสสิกที่มักตามมาคือ “มีชื่อเสียงแล้ว ขายอะไรก็ง่ายจริงหรือ?” 

 

คำตอบอาจ “ใช่…สำหรับบางคน..ไม่ทั้งหมด”

 

สำหรับ กิจเกษม แมคแฟดเดน หรือ เจมส์ อดีตสมาชิกวง BOY ที่หลายคนคุ้นหน้าในฐานะนักแสดงและพิธีกร เส้นทางธุรกิจของเขากลับไม่ง่ายอย่างที่คิด แม้จะมี “สปอร์ตไลท์” เป็นแต้มต่อ แต่เขายอมรับตรงไปตรงมาว่า ความมีชื่อเสียง ไม่ใช่สูตรสำเร็จของความสำเร็จทางธุรกิจ เพราะตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาผ่านทั้งการลองผิด ล้มเหลว และ “เจ๊ง” มาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ธุรกิจโปรดักชั่น ยันธุรกิจอาหาร ก่อนจะมาลงเอยกับธุรกิจล่าสุดอย่าง “เจมส์ขายเนื้อ” ที่กำลังค่อย ๆ สร้างฐานของตัวเอง

“ผมเจ๊งมาเกือบทุกอย่าง” เจมส์-กิจเกษม บทเรียนล้มแล้วลุกปั้น "เจมส์ขายเนื้อ"

“โพสต์ทูเดย์” ชวนเขามาพูดคุย อัปเดตชีวิตและธุรกิจ ในอีกด้านของชีวิตที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นกับเส้นทางนอกวงการ

 

เราเริ่มต้นด้วยคำถามสุดเบสิกว่า ณ ตอนนี้เขาทำธุรกิจอะไรบ้าง? 

 

เจมส์ กิจเกษม บอกว่า ตอนนี้เขากำลังทำ “เจมส์ขายเนื้อ” เป็นธุรกิจอาหารในรูปแบบสเต็กใส่ถ้วยพร้อมทาน จากการที่เขาสังเกตว่า ลูกค้าบางรายเวลาไปงานต่าง ๆ จะไม่สะดวกทานสเต็กแบบนั่งทานเป็นเซ็ต จึงทำใส่บรรจุภัณฑ์พร้อมทาน ถือเดินกินได้ง่าย

 

แล้วอะไรทำให้เขามาทำ “เจมส์ขายเนื้อ”?

 

เจมส์ เล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า เขาเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 21-22 ปี เคยลองทำอะไรมาหลายอย่าง

 

“ธุรกิจแรกของผมคือโปรดักชัน ซึ่งบอกตรง ๆ ว่า เจ๊งครับ เจ๊งเกือบทุกอย่าง”

 

เขายอมรับว่า แม้จะเก่งด้านการพูด แต่ขายของไม่เป็น ขาดประสบการณ์ในการหาพาร์ทเนอร์จนโดนโกง 

 

“ต่อมาผมลองทำธุรกิจอาหาร ปิ้งย่างจุ่มชีส กระแสมา คิดง่าย ๆ ว่า ของกินยังไงก็ขายได้ แต่สุดท้ายก็พลาดอีก เพราะเลือกโลเคชันไม่ดี ไม่ได้ศึกษาพฤติกรรมลูกค้าให้ลึกพอ สุดท้ายพอหมดกระแส ธุรกิจก็หายไป”

 

พอพลาดมาตลอด ลงทุนหลักล้าน ทำให้เขาเริ่มเรียนรู้และเข้าใจว่า คนทำธุรกิจต้องเข้าใจหน้าที่ธุรกิจจริง ๆ ถึงจะควบคุมได้ 

 

“ผมเรียนรู้ว่าการทำธุรกิจคนเดียวมันเจ็บมาก เพราะไม่มีคนคอยชี้ทาง เราต้องลองผิดลองถูกเองทั้งหมด และสิ่งที่เสียไปก็คือ เงินล้วน ๆ”

 

จนกระทั่งเปิดตัวธุรกิจล่าสุดอย่าง "เจมส์ขายเนื้อ"

 

หลังจากลองผิดลองถูกกับหลายธุรกิจ เจมส์ค่อย ๆ ขยับเข้าสู่โลกอาหารแบบจริงจัง จุดเริ่มต้นมาจากการลงมือช่วยแฟนสาว โฟกัส จีระกุล ทำ “หมี่ไก่ฉีก” ขายตามตลาด งานอีเว้นต์ ซึ่งกลายเป็นเหมือนสนามฝึกเบื้องต้นให้เขาได้สัมผัสธุรกิจอาหารในมุมของคนลงมือทำ

“ผมเจ๊งมาเกือบทุกอย่าง” เจมส์-กิจเกษม บทเรียนล้มแล้วลุกปั้น "เจมส์ขายเนื้อ"

ไม่นาน เขาตัดสินใจลงสนามเองอีกครั้ง เริ่มจากสิ่งที่ง่ายและใกล้ตัวที่สุดอย่าง “เจมส์ขายน้ำ” ขายตามตลาด งานวัด และอีเวนต์ต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้การเป็นพ่อค้าหน้างานจริง

 

แม้รายได้จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่สิ่งที่เขาเจอคือคู่แข่งจำนวนมากจนทำให้เข้าใจชัดว่า แค่ของดีไม่พอ ธุรกิจต้องมีเอกลักษณ์และแบรนด์ที่ชัดเจนพอให้คนจดจำ

 

จากนั้นก็ถึงจุดเปลี่ยนเมื่อเขาได้เจอกับพาร์ทเนอร์ซัพพลายเออร์เนื้อคุณภาพดีรายหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาเป็น “เจมส์ขายเนื้อ” ด้วยความเชื่อพื้นฐานว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร “อาหาร” คือสิ่งที่คนยังต้องบริโภคเสมอ แต่สินค้าต้อง “ดีจริง” และ “ราคาเข้าถึงได้” ถึงจะอยู่รอด

“ผมเจ๊งมาเกือบทุกอย่าง” เจมส์-กิจเกษม บทเรียนล้มแล้วลุกปั้น "เจมส์ขายเนื้อ"

เขาเริ่มลงสนามขายเนื้ออย่างจริงจัง ซัพพลายเออร์จัดหา เนื้อที่อร่อย คุณภาพดี และราคาดี ซึ่งเป็นวัตถุดิบระดับพรีเมียมอย่างเนื้อแองกัสและวากิวออสเตรเลีย ปรับรูปแบบเมนูให้ “เข้าถึงง่าย” ทั้งด้านราคาและประสบการณ์การบริโภค

 

ในเชิงกลยุทธ์ราคา เจมส์วางโครงสร้างให้มีหลายระดับ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่าย ตั้งแต่เมนูเริ่มต้น 49 บาท (35 กรัม) ระดับกลาง 99 บาท (70 กรัม) ไปจนถึงสเต็กเต็มชิ้น 199 บาท ครอบคลุมตั้งแต่ลูกค้าทั่วไปไปจนถึงคนที่ต้องการความพรีเมียมมากขึ้น

 

“ผมให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย อย่างละเอียด โดยเฉพาะพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละพื้นที่ เช่น งานอีเวนต์ที่ผู้บริโภคมีงบต่อวันจำกัด ราคาสินค้าจึงต้องถูกออกแบบให้กลายเป็นตัวเลือกที่ซื้อได้ทันทีโดยไม่ต้องลังเล”

“ผมเจ๊งมาเกือบทุกอย่าง” เจมส์-กิจเกษม บทเรียนล้มแล้วลุกปั้น "เจมส์ขายเนื้อ"

บทพิสูจน์เริ่มชัดขึ้นในช่วงแรกของการลงสนาม

 

ที่งานมรดกโลก จ.พระนครศรีอยุธยา เขาทำยอดขายทะลุ 200,000 บาท ภายใน 10 วัน ซึ่งเพียงพอสำหรับการคืนทุน และสร้างความมั่นใจว่าโมเดลนี้ไปต่อได้

 

ถัดมาในการออกบูธที่วัดไร่ขิงตลอดหนึ่งเดือน ยอดขายพุ่งไปถึง 1.5 ล้านบาท จากต้นทุนรวมราว 700,000 บาท (ค่าประมูลพื้นที่ต้นทุนวัตถุดิบ-แรงงาน) สร้างกำไรสุทธิประมาณ 800,000 บาท ทำให้มองเห็นโอกาสเติบโต

 

หนึ่งในจุดที่ทำให้ธุรกิจโตได้ไม่ใช่แค่ยอดขาย เจมส์บอกว่า คือความเร็วในการปรับตัว แม้ “เจมส์ขายเนื้อ” จะเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน แต่แนวคิดที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจกลับชัดเจนตั้งแต่วันแรก  

 

แก่นของธุรกิจอาหารคือ ราคา รสชาติ และคุณภาพ ซึ่งต้องถูกออกแบบให้สมดุล และตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้มากที่สุด 

 

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือ “การเก็บข้อมูล” ซึ่งเจมส์มองว่า ในบทบาทผู้ประกอบการไม่ควรฟังแค่เสียงชื่นชม แต่ต้องกล้าเผชิญ “ข้อมูลเชิงลบ” ด้วยการเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าที่ไม่ซื้อ เพื่อนำอินไซต์เหล่านั้นมาปรับสินค้าและบริการให้ตรงจุด

 

เพราะในมุมมองของเขา การเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ได้มาจากสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้ว แต่เกิดจากการแก้ “จุดอ่อน” ที่ลูกค้าสะท้อนกลับมา

 

ภายในระยะเวลาเพียง 3–4 เดือนของการทำ “เจมส์ขายเนื้อ” ทุกงานที่เขาไปออกบูธ กลายเป็น “ยอดบวก” ทั้งหมด

“ผมเจ๊งมาเกือบทุกอย่าง” เจมส์-กิจเกษม บทเรียนล้มแล้วลุกปั้น "เจมส์ขายเนื้อ"

 

จากพ่อค้าหน้างาน สู่การสร้างระบบ

 

ส่วนแผนขยายธุรกิจ หลังจากเริ่มตั้งหลักได้ เจมส์ เผยว่า กำลังขยับจากการ ลงมือทำเอง ไปสู่การสร้างระบบเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว เช่น วางระบบครัวกลาง (Central Kitchen)

 

ปัจจุบันมีครัวกลางและทีมงานประจำ 6–7 คน เพื่อควบคุมคุณภาพและเตรียมพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจ ต่อยอดสินค้า เตรียมพัฒนาโปรดักต์ใหม่ เช่น เนื้อแผ่น และสินค้าออฟไลน์อื่น ๆ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม นอกเหนือจากการขายหน้าบูธ 

 

รวมถึงจับมือพาร์ทเนอร์ มีแผนร่วมงานกับโรงงานหรือซัพพลายเออร์เนื้อทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเมนูใหม่และขยายตลาดไปพร้อมกัน และรุกออนไลน์เต็มรูปแบบเตรียมพัฒนาเพจ “เจมส์ขายเนื้อ” และเพิ่มสัดส่วนการขายผ่านโซเชียล หลังจากก่อนหน้านี้เน้นออฟไลน์เป็นหลัก

 

ส่วนพื้นที่ออฟไลน์ ต้องเลือกทำเลแบบเชิงรุก คัดเลือกเฉพาะพื้นที่ที่ “มีกระแส” หรือสามารถสร้างกระแสได้ โดยวิเคราะห์กำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมายก่อนตัดสินใจลงพื้นที่จริง

 

เจมส์มองว่า การจะแจ้งเกิด ในธุรกิจอาหาร ต้องตีโจทย์ “ราคา รสชาติ และคุณภาพ” ให้แตก พร้อมยึดหลัก “Small Win” เริ่มจากเล็ก ทดลองตลาด เก็บฟีดแบค และค่อย ๆ ขยาย

 

เพราะสำหรับเขา ความสำเร็จไม่ได้มาจากการเริ่มให้ใหญ่ แต่เกิดจากการ “เริ่มให้ถูก” แล้วปรับให้เร็วในทุกก้าวของธุรกิจ

“ผมเจ๊งมาเกือบทุกอย่าง” เจมส์-กิจเกษม บทเรียนล้มแล้วลุกปั้น "เจมส์ขายเนื้อ"

 

ชื่อเสียงช่วยเรียกลูกค้าได้ แต่ไม่ได้ทำให้ธุรกิจรอด

 

เขาเปรียบเทียบชีวิตการทำธุรกิจเหมือนกับ "ทฤษฎีไอซ์เบิร์ก" (Iceberg Theory) ที่คนส่วนใหญ่มักเห็นเพียงยอดเขาน้ำแข็งที่พ้นน้ำ หรือความสำเร็จที่สวยงาม แต่ความจริงแล้วเบื้องล่างนั้นเต็มไปด้วยการเตรียมตัว ความอดทน และความล้มเหลวที่ไม่มีใครเห็น

 

เขายอมรับว่าในอดีตเคยเป็นคนที่ "มีโอกาสแต่ทำตัวเหมือนด้อยโอกาส" ไม่ยอมเปิดใจรับฟังใคร และใช้เพียง "อารมณ์" ในการนำทางธุรกิจ ก็เลยทำให้ที่ผ่านมา เจ๊ง 

 

อย่างงานแสดง คนอาจคิดว่าแค่เล่นตามบท แต่จริง ๆ ต้องลงลึกมาก เช่น รับบทนักมวย ก็ต้องไปอยู่ค่ายมวย ฝึกจริง ใช้ชีวิตแบบนั้นจริง เพื่อให้เข้าใจและถ่ายทอดออกมาได้ ธุรกิจก็เหมือนกัน คนไม่เห็นหรอกว่าเราต้องศึกษาข้อมูล ทำการบ้านเรื่องตลาด ลูกค้า ระบบ เอกสาร หรือรายละเอียดต่าง ๆ มากแค่ไหนกว่าจะทำให้มันสำเร็จ

 

สุดท้าย ผมมองว่าการเป็นผู้ประกอบการที่ยั่งยืนต้อง ล้มให้เป็น เรียนรู้ให้ไว และลุกให้ถูกต้อง และต้องใช้เงินให้ถูกทาง หาความรู้ใส่ตัวเสมอ ที่สำคัญ การมีที่ปรึกษาและหลักสูตรที่ดีจะช่วยให้เรา "เจ๊งในกระดาษ" ก่อนที่จะไปเจ๊งในชีวิตจริง 

 

“ผมเจ๊งมาเกือบทุกอย่าง” เจมส์-กิจเกษม บทเรียนล้มแล้วลุกปั้น "เจมส์ขายเนื้อ"

โฟกัสสร้างรากฐานที่มั่นคง

 

เขายังบอกกับเราทิ้งท้ายว่า ที่เขาทำธุรกิจในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของการลองเล่น เหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และวางรากฐานชีวิตครอบครัว 

 

เพราะผมอายุมากขึ้นทุกวัน เป้าหมายสำคัญของการทำธุรกิจ คือการเปลี่ยนจากการใช้แรงทำงานไปตลอดชีวิต ไปสู่การสร้างระบบที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในรูปแบบ Passive Income ถ้าเรามีฝีมือเราจะเป็น ช่าง แต่ถ้ามีแพสชัน เราจะเป็น ศิลปิน หรือผู้ประกอบการ ฉะนั้นการเอาแรงไปสร้างระบบตั้งแต่ต้น จะทำให้ธุรกิจเดินต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งตัวเองเพียงคนเดียว

 

ขณะเดียวกัน บทเรียนจากความล้มเหลวในอดีต ทำให้ผมปรับวิธีคิดเรื่องการลงทุนใหม่ทั้งหมด จากที่เคยตัดสินใจด้วยอารมณ์ กลายมาเป็นการลงทุนอย่างมีแบบแผน มีที่ปรึกษา และการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบ เพื่อให้ทุกก้าวของการลงทุนมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น และลดความเสี่ยงในการสูญเสียโดยไม่จำเป็น

 

นอกเหนือจากเป้าหมายส่วนตัว ยังตั้งใจพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้ประกอบการ และอยากเห็นคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

 

เครดิตภาพ อินสตาแกรม jameskitkasem

 

ข่าวล่าสุด

อย. Fast Track ผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้ว 6,600 รายการ แก้วิกฤตตะวันออกกลาง

อย. Fast Track ผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้ว 6,600 รายการ แก้วิกฤตตะวันออกกลาง