posttoday
ถอดแนวคิด 2 แบรนด์ต่างขั้ว COPPER-VISAI AI กับ “สิ่งที่ต้องทำ” ในวันที่โลกคุมอะไรไม่ได้

ถอดแนวคิด 2 แบรนด์ต่างขั้ว COPPER-VISAI AI กับ “สิ่งที่ต้องทำ” ในวันที่โลกคุมอะไรไม่ได้

03 พฤษภาคม 2569

"COPPER-VISAI AI" 2 แบรนด์ต่างขั้วกับ “สิ่งที่ต้องทำ” ในวันที่โลกคุมอะไรไม่ได้ ถอดบทเรียนใช้ Data-นวัตกรรม รับมือต้นทุนผันผวนและเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว

KEY

POINTS

  • ถอดแนวคิด 2 แบรนด์ต่างขั้ว COPPER-VISAI AI กับโจทย์เดียวกัน บริหารสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
  • COPPER ธุรกิจอาหาร เผชิญต้นทุนวัตถุดิบจากวิกฤตพลังงานผันผวนทั้งโลก ซ้ำภาวะโลกร้อนกระทบวัตถุดิบสำคัญอย่างซีฟู้ด ต้องปรับแผน
  • ขณะที่ VISAI AI แนะผู้ประกอบการใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ องค์กร ธุรกิจ 

 

 

ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ เส้นแบ่งระหว่าง “อยู่รอด” กับ “เติบโต” บางครั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร แต่อยู่ที่วิธีคิดและความเร็วในการปรับตัว

 

เรื่องราวของ Copper Beyond Buffet กับ VISAI AI ดูเหมือนอยู่กันคนละจักรวาล ฝั่งหนึ่งคือร้านอาหารบุฟเฟต์ที่ต้องรับมือกับต้นทุนวัตถุดิบและประสบการณ์หน้าร้าน อีกฝั่งคือสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและข้อมูล 

 

แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป ทั้งสองกลับกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน นั่นคือการบริหาร “สิ่งที่ควบคุมไม่ได้” และใช้ “สิ่งที่ควบคุมได้” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

โพสต์ทูเดย์ สรุปบทเรียนสำคัญจากสองผู้บริหารของแบรนด์ชั้นนำในคนละอุตสาหกรรม ทั้ง Copper Beyond Buffet ธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟต์นานาชาติ และ VISAI AI สตาร์ทอัพเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ถึงการปรับตัว และการใช้ข้อมูลในปัจจุบัน จากงานเปิดตัว “หลักสูตรการพลิกโฉมธุรกิจนวัตกรรมสู่โลกอนาคต (GSB Innovation for the Future)” บนแพลตฟอร์ม “ออมตังค์” ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับธนาคารออมสิน

 

Copper แก้ปัญหาด้านวัตถุดิบ

 

ในฝั่งธุรกิจอาหาร พจนีย์ พินิจศักดิ์กุล ประธานกรรมการบริหาร Copper Beyond Buffet เล่าถึงเส้นทางการเติบโตตลอดหนึ่งทศวรรษที่เริ่มต้นจากร้านขนาดเล็ก มีเพียงสาขาเดียวที่ The Sense ปิ่นเกล้า รองรับได้ประมาณ 150 ที่นั่ง ก่อนค่อย ๆ ขยายธุรกิจจนปัจจุบันมี 2 สาขา และรองรับลูกค้าได้รวมกว่า 700 ที่นั่ง โดยมีแนวคิดการบริหารที่เน้น “ความคล่องตัว” และ “การเรียนรู้จากการลงมือทำ” เป็นแกนสำคัญ พร้อมเปิดรับทุกเสียงสะท้อนจากลูกค้าเพื่อนำมาพัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

 

จุดแข็งที่ทำให้ Copper แตกต่าง คือแนวคิดการให้บริการแบบ “70/30” ซึ่งกว่า 70% ของเมนูจะปรุงสดตามออเดอร์ที่ Order Station วิธีนี้ช่วยรักษาทั้งรสชาติ คุณภาพ และอุณหภูมิของอาหารให้ดีที่สุดในทุกจานที่เสิร์ฟถึงมือลูกค้า

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาพลังงานและวัตถุดิบ โดยเฉพาะผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่กระทบต่อวัตถุดิบสำคัญอย่างซีฟู้ด เช่น หอยนางรมญี่ปุ่นที่เติบโตช้าลง และคุณภาพเปลี่ยนไป

 

Copper จึงปรับเกมด้วยการวิเคราะห์เมนูกว่า 100 รายการ เพื่อหาทางเลือกใหม่ ทั้งการใช้วัตถุดิบทดแทน การแปรรูป และการออกแบบเมนูใหม่ เพื่อรักษาสมดุลต้นทุนต่อจานโดยไม่ลดทอนคุณภาพ ขณะเดียวกันยังติดตามราคาวัตถุดิบหลักอย่างเนื้อ แซลมอน และอาหารทะเลแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เพื่อให้ปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

 

“ในสภาวะที่ปัจจัยภายนอกอย่างอุณหภูมิน้ำทะเลหรือราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เราจำเป็นต้องกลับมาลงรายละเอียดในส่วนที่เราจัดการได้ คือการทำวิจัยและพัฒนาเพื่อหาวัตถุดิบทดแทน หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอเมนูใหม่ เช่น เราพัฒนาเมนูในสไตล์ Asian Twist ที่ผสมผสานรสชาติข้ามวัฒนธรรม เช่น จีน-ญี่ปุ่น หรือฝรั่งเศส-ไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า 

 

เพื่อให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ลูกค้ายังคงได้รับประสบการณ์และคุณภาพอาหารในระดับที่ยอดเยี่ยมเช่นเดิม นอกจากนี้ ยังขยายโอกาสใหม่ ๆ เช่น การจัดเลี้ยงนอกสถานที่ การรับจัดงานวิวาห์ รวมถึงพัฒนาเดลิเวอรี่และ catering เพื่อเข้าถึงลูกค้าในหลากหลายโอกาสมากขึ้น"

 

พจนีย์ ระบุว่าธุรกิจจำเป็นต้องติดตามข้อมูลราคาสินค้าและแนวโน้มตลาดแบบรายสัปดาห์ รวมถึงใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลจากแอปพลิเคชัน Hungry Hub ซึ่งเป็นระบบที่ใช้จอง และยังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ทั้งในมิติของ Dashboard, Dynamic Pricing และการคาดการณ์แนวโน้มธุรกิจล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 2-5 เดือน ไปจนถึงระดับปี

 

VISAI AI เปลี่ยนวิถีการทำงาน และเพิ่มผลิตภาพด้วย AI

 

ในฝั่งของเทคโนโลยี ชมปกรณ์ จักรแสงชัยโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร VISAI AI กล่าวว่า VISAI AI พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงในองค์กร โดยมี 2 แกนหลัก ได้แก่ สี่มุมเมือง ซึ่งออกแบบมาเพื่อจัดการและให้ข้อมูลด้านกฎหมายไทยโดยเฉพาะ และ ตัวช่วยถอดความเสียงจากการประชุมให้กลายเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ต่อได้ทันที สะท้อนแนวคิดการนำ AI มาลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ชมปกรณ์ ย้ำ คือปัญหา “AI หลอน” หรือการที่ระบบสร้างข้อมูลผิดพลาดขึ้นมาเอง ซึ่งมีสาเหตุจากธรรมชาติของ AI ที่ถูกออกแบบมาให้พยายามตอบคำถามเสมอ แม้ในบางครั้งจะไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ 

 

แนวทางรับมือจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยง แต่คือการใช้อ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของคำตอบ

 

ในมุมของการใช้งานจริง AI ไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยเล็ก ๆ แต่เปรียบเสมือน ตัวคูณทางธุรกิจ ที่อาจขยายศักยภาพได้หลายเท่า หรือกลับกัน อาจทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น หากผู้ใช้ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน

 

ชมปกรณ์ ชี้ว่า การเริ่มต้นต้องมาจากโจทย์ที่ชัด และสมมติฐานที่คิดมาแล้ว ก่อนจะใช้ AI เป็นเครื่องมือเร่งความเร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้ AI คิดแทนทั้งหมด

 

ภาพของอนาคตการทำงานจึงไม่ได้เป็นการแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาท จาก “ผู้ลงมือทำ” ไปสู่ “ผู้กำกับและตรวจสอบ” โดยเฉพาะในงานอย่างการเขียนโค้ดหรือการวิเคราะห์ข้อมูล ที่มนุษย์อาจทำเองเพียงบางส่วน และใช้เวลาไปกับการตั้งคำสั่ง (Prompt) และตรวจสอบความถูกต้องมากขึ้น สิ่งที่ยังคงเป็นของมนุษย์อย่างชัดเจน คือ “ความรับผิดชอบ” ต่อผลลัพธ์ของงาน

 

ในเชิงธุรกิจ AI สามารถเข้าไปมีบทบาทโดยตรงกับสมการกำไร ทั้งการ เพิ่มรายได้ ผ่านการวิเคราะห์โอกาสใหม่ หรือลดต้นทุนด้วยการหาความสัมพันธ์ของข้อมูลเพื่อนำไปวางแผนทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องกล้าเปิดใจเรียนรู้

 

สุดท้าย พจนีย์ มองว่าการเปิดใจเรียนรู้ คือจุดตั้งต้นสำคัญ ต้องรับฟังทั้งคำชมและคำวิจารณ์อย่างจริงจัง พร้อมเข้าใจศักยภาพของตัวเอง มองหาโอกาสและพันธมิตรที่เหมาะสม รวมถึงต้องรู้จักสนามแข่งขัน เข้าใจทั้งลูกค้าและคู่แข่ง เพื่อสร้างความแตกต่างและนำเทรนด์ให้ได้

 

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการลงมือทำ และความกล้าที่จะออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพราะในโลกธุรกิจปัจจุบัน ต้นทุนของการไม่ตัดสินใจ อาจสูงกว่าความผิดพลาดจากการลงมือทำ

 

ขณะที่ ชมปกรณ์ มองว่าความกล้า คือทักษะสำคัญของผู้ประกอบการยุคนี้ โดยต้องพร้อมก้าวออกจาก Comfort Zone ไม่ยึดติดกับการวางแผนให้สมบูรณ์แบบแบบวิศวกร แต่ต้องตัดสินใจและลงมือทำท่ามกลางความไม่แน่นอน เพราะโลกธุรกิจจริงเต็มไปด้วยสถานการณ์ที่ต้องปรับแผนและแก้เกมเฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลา

 

เขาย้ำด้วยว่าต้นทุนของการไม่ตัดสินใจ ในหลายกรณี อาจสูงกว่าความผิดพลาดจากการลองลงมือทำ เพราะอย่างน้อยความผิดพลาดยังให้บทเรียน ขณะที่การหยุดนิ่งอาจหมายถึงการพลาดโอกาสไปโดยสิ้นเชิง

 

ทั้งนี้ การใช้ AI เพียงอย่างเดียวโดยไม่ใส่ “ความคิดของตัวเอง” ลงไป อาจทำให้ผลงานออกมาอยู่ในระดับ “ค่าเฉลี่ยของตลาด” เท่านั้น แต่การจะสร้างความได้เปรียบอย่างแท้จริง ธุรกิจจำเป็นต้องต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์และมุมมองเฉพาะตัวที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้

 

ข่าวล่าสุด

ปิดฉาก Tough Mudder พัทยา นักวิ่ง 20 ชาติลุยโคลนเงินสะพัด 150 ล้าน

ปิดฉาก Tough Mudder พัทยา นักวิ่ง 20 ชาติลุยโคลนเงินสะพัด 150 ล้าน