NIA ปลุกความอยู่รอดผู้ประกอบการไทย ปั้นแบรนด์ผ่าน “นิลมังกร”
NIA ปลุกความอยู่รอดของผู้ประกอบการไทย เดินหน้าปั้นแบรนด์ท้องถิ่นผ่าน “นิลมังกร รุ่น 4” ชูนวัตกรรมและ Green Transformation นำทางธุรกิจไทย
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ยุคแห่งความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลก ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคธุรกิจในระดับลึก โดยเฉพาะมิติ “พลังงาน” ที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันผลกระทบจากความไม่มั่นคงในภูมิภาคยังส่งผลต่อ “การเคลื่อนย้ายแรงงาน” โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในหลายอุตสาหกรรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ก่อสร้าง หรือเกษตรกรรม ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ควบคู่ไปกับต้นทุนที่ เพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายชั่วคราว แต่คือ ภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ
ทั้งนี้ NIA มองว่าหัวใจสำคัญของการอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางวิกฤต คือธุรกิจต้องมีการปรับตัว โดยเน้น 3 แนวทาง ได้แก่
1. สร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจด้วยนวัตกรรม: ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็น “ธุรกิจฐานนวัตกรรม” ซึ่งจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างจริงจัง เพื่อบริหารต้นทุนและคาดการณ์ความเสี่ยง รวมถึงการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ให้พึ่งพาแรงงานน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถ “ล้มยาก และ ลุกไว” มากขึ้น
2. การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: วิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นแรงกดดันเชิงนโยบายและการค้าในระดับโลก ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการ “ออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่” ที่ลดการพึ่งพาทรัพยากรและลดความเสี่ยงจากต้นทุนผันผวน ผู้ประกอบการที่ปรับตัวสู่ ESG หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน แต่ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการพึ่งพาแรงงานในบางกระบวนการ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
3. สร้างเครือข่ายเพื่อสนับสนุนธุรกิจ: ในโลกที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น วิกฤตด้านพลังงาน แรงงาน และซัพพลายเชน สามารถส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งระบบได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถอยู่ลำพังได้ NIA จึงมุ่งเน้นการสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรมภูมิภาค” ที่เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโซลูชันใหม่ๆ เช่น การพัฒนาแรงงานทักษะสูง (Upskill/Reskill) การเข้าถึงเทคโนโลยีทดแทนแรงงาน และความร่วมมือด้านนวัตกรรม ที่สามารถรับมือกับวิกฤตได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที
วิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งพลังงาน แรงงาน และเทคโนโลยี กำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” ที่สำคัญที่สุดของการสร้างนวัตกรรม NIA พร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมและเป็นพี่เลี้ยงที่เคียงข้างผู้ประกอบการไทย
เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งกว่าเดิม นิลมังกร ถือเป็นเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจนวัตกรรมของผู้ประกอบการในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ที่มีการนำอัตลักษณ์ วัตถุดิบในท้องถิ่น หรือความได้เปรียบในพื้นที่มาเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการใน 4 ด้านได้แก่
- การใช้นวัตกรรมเพิ่มจุดเด่น-สร้างจุดขาย
- การวางแผนรูปแบบธุรกิจ
- การพัฒนาเทคนิคการตลาดแบบใหม่
- การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ
ซึ่งเป้าหมายของโครงการคือให้เกิดรายได้จากสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3 เท่า “นิลมังกร” จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การประกวด แต่เป็นแพลตฟอร์มสนามฝึกซ้อมเพื่อความอยู่รอดในโลกจริงให้กับผู้ประกอบการไทย ที่จะเป็นตัวอย่างในการสร้างแรงบันดาลใจ หรือใช้กลยุทธ์ในการสร้างยอดขายให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ ได้อีกด้วย โดยมีจุดเด่น 3 เรื่อง คือ
- เน้นเรื่องการเปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) มากกว่าแค่เรื่องเงินรางวัล เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน
- ใช้เครื่องมือในการ "เจียระไน" ธุรกิจ เพื่อรีดศักยภาพการเติบโตของธุรกิจออกมาในรูปแบบการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ
- การสร้างยอดขายที่เกิดขึ้นได้จริง
ดร. กริชผกา กล่าวอีกว่า ทุกธุรกิจที่ผ่านการคัดเลือกจะสร้างยอดขายที่สามารถเติบโตได้อย่างแน่นอน จากผลลัพธ์ กว่า 6 ปีที่ผ่านมา “นิลมังกร รุ่นที่ 1-3” สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นให้กับทั้ง 60 แบรนด์นวัตกรรมไทยเฉลี่ยแล้วกว่า 3.4 เท่าหรือกว่า 760 ล้านบาท ภายใน 1 ปีที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงต่อยอดการสร้างแบรนด์ให้กับผู้ประกอบการจากการคว้ารางวัลในเวทีต่างๆ และบางส่วนได้รับต่อยอดการลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนแล้ว โดยแชมป์ปีล่าสุดคือ เจ้าของธุรกิจ PetGeneX: ธนาคาร Stem cells สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งสามารถเติบโตมากกว่า 7 เท่า


