posttoday

รายงานพิเศษ: กางนโยบายรัฐบาลอนุทิน2ช่วยSMEsไทยฝ่าวิกฤตพลังงาน

06 เมษายน 2569

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้ มุ่งช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อผ่านระบบ PromptBiz และสร้างแต้มต่อภาครัฐเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ในภาวะที่ไทยกำลังประสบวิกฤตพลังงาน

KEY

POINTS

  • ผลักดัน SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบผ่านการจัดการหนี้สินและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการขอสินเชื่อ
  • ชูนโยบาย "Made in Thailand" เพื่อสร้างแต้มต่อให้สินค้าไทยในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และขยายโอกาสสู่ห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่
  • ส่งเสริมนวัตกรรมผ่านกองทุนร่วมลงทุนสำหรับ Start-up และสนับสนุน "สินเชื่อสีเขียว" เพื่อให้ธุรกิจปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 9-10 เมษายน 2569 เพื่อเริ่มต้นบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มตัว โดยหนึ่งในหัวใจสำคัญของคำแถลงครั้งนี้คือมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่กำลังประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและต้นทุนทางธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบกับต้องเผชิญภาวะวิกฤตด้านพลังงาน จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง การกักตุนน้ำมันภายในประเทศ รัฐบาลมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการเงินฐานรากเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยจากภายในสู่ภายนอก

กลไกหลักที่รัฐบาลนำมาใช้คือการผลักดัน SMEs เข้าสู่แหล่งเงินทุนในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนและมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ประสบปัญหาหนี้สินจะมีการจัดการภาระหนี้โดยยึด "ลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง" เพื่อดึงผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่ออีกครั้ง รัฐบาลระบุในร่างนโยบายว่า "มุ่งเน้นการใช้ฐานข้อมูลที่ครอบคลุมจากสถาบันการเงินและสหกรณ์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นใหม่และเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้จริง"

ชู "Made in Thailand" สร้างแต้มต่อและโอกาสในห่วงโซ่อุปทาน

มาตรการเด่นที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการให้สิทธิพิเศษหรือ "แต้มต่อ" สำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและการบริการ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือเชิงรุกในการสร้างรายได้และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย การให้สิทธิดังกล่าวไม่เพียงแต่เปิดประตูสู่ตลาดภาครัฐ แต่ยังรวมถึงการขยายโอกาสให้ SMEs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ในมุมมองของภาครัฐ การสร้างแต้มต่อนี้เป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนผ่านมาตรการเชิงรุก "เราจะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับสินค้าไทย เพื่อให้ SMEs ไทยเติบโตและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ" ซึ่งเป็นความพยายามลดการเสียเปรียบต่อคู่แข่งต่างชาติในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศที่เคยเป็นปัญหาเรื้อรังมาอย่างยาวนาน

นวัตกรรมดิจิทัลและการเงินสีเขียว: ทางรอดใหม่ของ SMEs

การปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลเป็นอีกหนึ่งเสาหลัก โดยรัฐบาลจะส่งเสริมการใช้ระบบ PromptBiz และใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-invoice) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจกับระบบการเงินอย่างบูรณาการ ระบบนี้จะช่วยให้ธนาคารเห็นศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจผ่านข้อมูลที่โปร่งใส ส่งผลให้การพิจารณาสินเชื่อง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีแผนจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) เพื่อบ่มเพาะกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ (Start-up) ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

นอกจากเทคโนโลยีแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับเทรนด์โลกด้วยการสนับสนุน "สินเชื่อสีเขียว" (Green Credit) อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs ปรับตัวสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก การเตรียมความพร้อมด้านฐานข้อมูลเพื่อรองรับสินเชื่อประเภทนี้จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลเร่งดำเนินการ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการไทยจะไม่ตกขบวนในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต

การแถลงนโยบายในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ารัฐบาลของนายอนุทินจะสามารถ "แก้โจทย์" ปัญหาการเงินของ SMEs ได้ตรงจุดเพียงใด หากมาตรการเหล่านี้สัมฤทธิผล จะเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทุน อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนยังต้องอาศัยความร่วมมือจากสถาบันการเงินในการผ่อนปรนเงื่อนไข และความกระตือรือร้นของผู้ประกอบการในการปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนจาก "ธุรกิจดั้งเดิม" สู่ "ธุรกิจนวัตกรรมสีเขียว" ตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้

วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ

การปฏิรูปช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุน: รัฐบาลมุ่งเน้นการนำ SMEs กลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อผ่านการจัดการหนี้โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง และการใช้เทคโนโลยี PromptBiz เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลธุรกิจ

การสร้างตลาดผ่านแต้มต่อภาครัฐ: มาตรการ Made in Thailand จะเป็นอาวุธหลักในการสร้างข้อได้เปรียบให้ SMEs ไทยในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและการแทรกตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่

การมุ่งเน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน: แผนการจัดตั้งกองทุน Matching Fund สำหรับ Start-up และการผลักดันสินเชื่อสีเขียว สะท้อนถึงทิศทางเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องการยกระดับ SMEs ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

ข่าวล่าสุด

“ดีพร้อม” เปิดสินเชื่อใหม่ช่วย SMEs ฝ่าวิกฤตชูวงเงินสูงสุด 5 ล้าน ปลอดชำระหนี้ 3 เดือนแรก – ดอกเบี้ยต่ำ 2%