


1+


เปิดเหตุผล CRC นำ No Brand เข้าไทย ทำไมสินค้าเกาหลียังขายได้?
กรณีศึกษา “No Brand” แบรนด์ไร้ชื่อของอีมาร์ท เกาหลีใต้ อาวุธลับที่เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล นำเข้ามาเปิดในไทย รูปแบบสแตนอะโลน วางแผนขยาย 10 สาขาใน 3 ปี
KEY
POINTS
- กระแส K-wave ยังไม่ซา CRC เปิดตัวเลข ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ไทยนำเข้าสินค้าเกาหลีใต้สูงถึง 8.3% ต่อปี
- เป็นเหตุผลทำให้ CRC นำ No Brand เข้ามาเปิดสาขาสแตนอะโลนครั้งแรกในไทย
การเข้ามาของ No Brand ค้าปลีกสัญชาติเกาหลีใต้ ผ่าน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ได้สร้างกระแสความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภคสาย K-Content ไม่น้อย โดยสาขาแรกตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 250 ตารางเมตร ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา
อย่างไรก็ตาม การรุกตลาดครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเข้าสินค้า K-Product เพื่อตอบรับกระแสความนิยมเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำ “โมเดลค้าปลีก” ที่ประสบความสำเร็จในเกาหลีใต้มาทดลองในตลาดไทย ทำให้ No Brand กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าจับตา ว่าจะสามารถ “เขย่าเกมค้าปลีกไทย” ได้มากน้อยเพียงใดในระยะต่อจากนี้
No Brand คืออะไร?
No Brand เป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 2015 ภายใต้อีมาร์ท (Emart) ในเครือชินเซเก กรุ๊ป (Shinsegae Group) ซึ่งเป็นร้านลดราคาอันดับ 1 ของเกาหลีใต้ โดย E-Mart ตั้งใจให้ No Brand เป็นแบรนด์ที่ไม่มีแบรนด์ เพื่อลดต้นทุนในแง่ของมูลค่าของชื่อแบรนด์ และเพื่อจัดหาผลิตภัณฑ์จำนวนมากด้วยคุณภาพในระดับที่เหมาะสม
โดยมีจุดตั้งต้นจากโจทย์สำคัญของธุรกิจค้าปลีกเกาหลีที่ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรง ทั้งจากไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และอีคอมเมิร์ซ
แทนที่จะสร้าง “แบรนด์ใหม่” แบบเดิม Emart เลือกตั้งคำถามว่า
จะทำอย่างไรให้สินค้าดี ในราคาที่ถูกลง โดยไม่ลดคุณภาพ จึงเป็นเหตุผลที่ต้อง “ตัดทุกต้นทุนที่ไม่จำเป็น” ตั้งแต่งบโฆษณา แพ็กเกจ ไปจนถึงภาพลักษณ์แบรนด์ เหลือไว้เพียงแก่นสำคัญคือ “คุณภาพที่เหมาะสม ในราคาที่เข้าถึงได้”
แนวคิดนี้ทำให้ No Brand กลายเป็นตัวแทนของ “ความคุ้มค่า” ในยุคที่ผู้บริโภคเกาหลีเริ่มให้ความสำคัญกับราคามากขึ้นตามภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความสำเร็จของ No Brand ไม่ได้เกิดจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งระบบ
เริ่มจากการพัฒนา Private Label ของตัวเอง ควบคุมตั้งแต่การผลิตไปจนถึงหน้าร้าน โดยมีพันธมิตรผู้ผลิตกว่า 650 ราย ส่วนใหญ่เป็น SME ในประเทศ ช่วยให้บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเวลาเพียง 16 เดือน สินค้าขยายจาก 9 รายการ สู่กว่า 300 รายการ และเติบโตต่อเนื่องจนปัจจุบันมีมากกว่า 1,600 SKU พร้อมการพัฒนาสินค้าใหม่เฉลี่ยปีละ 300 รายการ
ขณะเดียวกัน No Brand ยังแตกโมเดลร้านออกจากห้างสู่ “สแตนด์อโลนสโตร์” เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในระดับชุมชน ปัจจุบันมีมากกว่า 270 สาขาในเกาหลีใต้ และส่งออกสินค้าไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลก
จาก “แบรนด์ไร้ชื่อ” วันนี้ No Brand กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ Emart ดึงลูกค้ากลับเข้าร้าน และแข่งขันกับแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำไมเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ถึงดึง No Brand เข้าไทย ?
CRC เริ่มนำสินค้า No Brand เข้ามาทดลองขายใน Tops มาตั้งแต่ปี ปลายปี 2022 ซึ่งมองเห็นโอกาสจาก 2 ปัจจัยสำคัญ 1. กระแส K-Culture ที่เติบโตทั่วโลก 2. พฤติกรรม “Smart Shopper” ของผู้บริโภคไทย
ธนวัตร จิรจริยเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เปิดเผยว่า ตลาดในไทยมีศักยภาพการเติบโตจากกระแสความนิยมของสินค้า K-content และ K-Product
ซึ่งเมื่อมองภาพในตลาดโลกในปี 2567 มีมูลค่าตลาดสูงถึง 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) และคาดว่าภายในปี 2573 มูลค่าการใช้จ่ายสินค้าเชิงวัฒนธรรมเกาหลีทั่วโลกจะขยายตัวเกือบเท่าตัวแตะ 1.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.1 ล้านล้านบาท)
ซึ่งสะท้อนถึงดีมานด์ของผู้บริโภคทั่วโลกที่เปิดรับสินค้าและประสบการณ์ของเกาหลีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก UN Comtrade Database ยังสะท้อนว่า สินค้าเกาหลีได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกาหลีเติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปี ในช่วงปี 2562–2567
“อีกทั้งในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา ยังพบว่ายอดขายสินค้าเกาหลีในท็อปส์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า HBC และ Snack ซึ่งเติบโต 9% ขณะเดียวกัน สินค้า No Brand ที่ได้นำเข้ามาวางจำหน่ายก่อนหน้านี้ ก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยมียอดขายเติบโต 1.5 เท่าในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566”
ธนวัตร ยังบอกอีกว่า พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปสู่การเป็น Smart Shopper ซึ่งให้ความสำคัญกับ คุณค่ามากกว่าเรื่องราคา โดยมองหาคุณภาพที่ตรงจุดและประสบการณ์ที่ดีขึ้น ในปี 2566 พบว่าผู้บริโภคมากกว่า 79% ติดตามราคาสินค้าในชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด และมากกว่า 51% สามารถจดจำราคาสินค้าที่ซื้อได้และรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งสะท้อนถึงการใช้จ่ายที่รอบคอบและเน้นความคุ้มค่า
ธนวัตร กล่าวต่อว่า No Brand สาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา ในรูปแบบสแตนด์อโลน บนพื้นที่ประมาณ 250 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “Thailand Daily K-Flavor Destination” โดยร้านถูกออกแบบให้เข้าถึงผู้บริโภค 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่มเน้นความสะดวก (Convenience Shopper)
- สายอาหารเกาหลี (K-Food Lover)
- สายขนมตามเทรนด์ (Snack Lover)
- กลุ่มสุขภาพและความงาม (Health & Beauty)
สินค้าในร้านมีมากกว่า 2,200 รายการ โดย 70% เป็นสินค้าเกาหลี (No brand 20% เกาหลีอื่นๆ 50%) 30% เป็น local favorite ไทยและต่างประเทศ และกว่า 45% มีราคาต่ำกว่า 100 บาท
โมเดลความร่วมมือระหว่างเซ็นทรัล รีเทล และ E-Mart
ความร่วมมือระหว่าง CRC กับ E-mart เป็นรูปแบบ Master Franchise โดยฝั่งเซ็นทรัล รีเทล ได้รับสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายสินค้า No Brand และเป็นผู้ดำเนินการร้าน No Brand เจ้าเดียวในประเทศไทย ขณะที่ Emart เป็นผู้จัดหาสินค้า พร้อมถ่ายทอดแนวทางด้านการออกแบบและก่อสร้างร้าน รวมถึงการจัดวางสินค้า เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของ No Brand
จุดแข็งของดีลนี้คือการผสานเครือข่ายค้าปลีกและฐานข้อมูลลูกค้าในไทยเข้ากับความแข็งแกร่งด้านสินค้าและโมเดลธุรกิจจากเกาหลี
แผนขยาย No Brand 10 สาขา ภายในปี 2571
CRC วางแผนขยายให้ครบ 10 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2571 เริ่มต้นจากสาขาแรกที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา ซึ่งติดอันดับ Top 5 ที่มีผู้ใช้บริการมากสุดในท็อปส์ และคาดว่าสาขาที่ 2 จะเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ในทำเลที่มีศักยภาพสูงและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่
ด้านจักรกฤษณ์ จตุปัญญา โชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวเสริมว่า คำว่า No Brand ไม่ได้แปลว่าไม่มีแบรนด์ แต่เป็นแบรนด์ที่ลูกค้าจดจำได้จาก สีเหลือง และเน้นคุณภาพสินค้าเป็นหลัก
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา No Brand ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีรายได้เติบโตถึง 60 เท่า มีจำนวนลูกค้ากว่า 340 ล้านธุรกรรม (transactions) และมีสินค้ามากกว่า 1,600 รายการ จุดแข็งอยู่ที่การมีพันธมิตรคู่ค้ากว่า 650 รายที่ช่วยกันบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ คุณภาพที่ดีที่สุดในราคาที่ดีที่สุด โดยมีการออกสินค้าใหม่ประมาณ 300 รายการต่อปี
การนำ No Brand เข้ามาในไทยเกิดจากโอกาสสำคัญ 2 ประการ
1.กระแส K-Culture หรือ K-Wave คนไทยคุ้นเคยกับวัฒนธรรมเกาหลี ทั้งการดูซีรีส์และการรับประทานอาหาร ซึ่งจากข้อมูลพบว่า การนำเข้าสินค้าจากเกาหลีเติบโตขึ้นประมาณ 8.3% ต่อปี อย่างต่อเนื่อง
2.พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย (Smart Value) ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน คนไทยเป็น Price Sensitive มากขึ้นถึง 6 จุดจากปีที่ผ่านมาโดย 79% ให้ความสำคัญกับราคา แต่ 91% ยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น
ดังนั้นโจทย์คือการสร้างความสมดุลระหว่างราคาและคุณภาพ การร่วมมือกันครั้งนี้เป็นการรวมจุดแข็งของท็อปส์ และ CRC ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศและมีฐานข้อมูลลูกค้า (Data) เข้ากับความแข็งแกร่งด้านสินค้าของ No Brand ดังนั้น กรณีของ No Brand เป็นการนำ “โมเดลค้าปลีกแบบใหม่” เข้ามาท้าทายผู้เล่นเดิมในตลาด และในวันที่ผู้บริโภคคิดก่อนใช้ จดจำราคา และเปรียบเทียบมากขึ้น



1+




